| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
January 29 เพื่อนของเราชื่อความเหงาเมื่อใดที่หัวใจนั้นอ่อนล้า คือเวลาที่เรานั้นอ่อนไหว
กอดตัวเองไม่มีใคร ไม่เห็นเป็นไรแค่นี้ ไม่ว่าเราจะพบอะไร จะเจอกับวันที่ร้ายรึดี ใจก็ยังคงพร้อมจะมีความเหงาเป็นเพื่อน.....เคียงไป มาระยะหลังๆนี้ รู้สึกเหมือนเหินห่างไปจากชีวิตรูปแบบเดิมๆ
ทั้งๆที่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรใหม่เพิ่มขึ้นมาในชีวิต
งานชิ้นนึงหมดไป อีกชิ้นก็เดินตามเข้ามา
เป็นอย่างนี้เรื่อยไป
บนทางเดินที่เราเคยหกล้ม ทำให้ใครบางคนนั้นหล่นหาย
ฝากรอยแผลไว้ข้างใจ ทิ้งให้เราจดจำ มีวันที่ลมหนาวพัดมา และก็มีวันที่ฝนพรำ วันเดือนปียังหมุนประจำ ฉันเหงาก็ยังต้องเดินต่อไป วันก่อนก็เดินไปเรื่อยๆ ไร้จุดหมาย
ไม่ไปงานที่จุฬาฯ แต่กลับเดินทอดน่องไปเรื่อยเปื่อย
จากสาทร ไปถึงยานนาวา ไปถึงตรอกจันทร์ ก็เดินต่อไป
โดยก็ไม่รู้ว่ามีจุดหมายเป็นอะไร
ไม่รู้ ไม่รู้ต้องเดินไปถึงเมื่อไหร่
เหงา ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไม
อาจเป็นเพราะโลกมันกว้างไป หัวใจก็เลยเหงา เหงา แต่ยังยิ้มและยังไม่เศร้า กอดความเหงาไว้กับใจ สองสามวันนี้มีลมหนาวๆพัดเข้ามา
บางครั้งก็รู้สึกไม่อยากจะตื่น
อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้า
ได้แต่มองท้องฟ้าโล่งๆแบบเหม่อๆแล้วก็คิดอะไรต่อไป
มีวันที่ลมหนาวพัดมา และก็มีวันที่ฝนพรำ
วันเดือนปียังหมุนประจำ ฉันเหงาก็ยังต้องเดินต่อไป
สิ่งที่มีอยู่ในชีวิตตอนนี้ก็คงไม่กี่อย่าง
แค่ทำงานที่ต้องทำให้เสร็จไป ประคองอารมณ์ตัวเองไม่ให้กระทบกับงาน
แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว
ยังดีที่นอนหลับสนิทได้ทุกวัน
กอดความเหงาไว้กับใจ
อาจเป็นเพราะโลกมันกว้างไป หัวใจก็เลยเหงา เหงา แต่ยังยิ้มและยังไม่เศร้า กอดความเหงาไว้กับใจ
ยังยิ้ม ยังหัวเราะ และยังเรื่องเล่าสนุกๆ
แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เหงา
เมื่อใดที่หัวใจนั้นอ่อนล้า คือเวลาที่เรานั้นอ่อนไหว และคนเราจะทนเหงาไปได้สักเท่าไร...
เพียงแค่อยากรู้ว่าจะทนเหงาไปได้สักเท่าไหร่...
เพื่อนของเราชื่อความเหงา -- ตรัย ภูมิรัตน January 02 เราต่างเป็นทหารสิ่งที่เป็นไปในโลกปัจจุบันนี้ ทำให้ผมตั้งคำถามนึงกับความเป็นมนุษย์
ว่าความเกลียดชัง และความละโมภ จะลากเราไปได้ไกลสักเท่าใด
"If you hate someone, if you want for something, how far would you go?"
อาจฟังดูงงๆ แต่คำตอบก็ได้เห็นกันในยุคสมัยของเราแล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรด จนถึงเหตุระเบิดกรุงเทพเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
ดูจะไร้น้ำหนักและมองไม่เห็น แต่ความ"ต้องการ"ทำให้เราทำลายล้างกันเองได้อย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งๆที่เป้าหมายนั้นจะเป็นคนบริสุทธ์ เป็นคนธรรมดาๆคนนึง ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ มิได้เกี่ยวดองกันทางความอาฆาตกับผู้ลงมือกระทำ
มันดูเหมือนว่าในยุคสมัยนี้ แม้ว่าสงครามโลกจะผ่านมากว่าหกสิบปีแล้ว
แต่สนามรบยังคงอยู่ในทุกที่ เพราะเราต่างก็ตายได้ในทุกที่ ด้วยกระสุนปืน ด้วยระเบิด และด้วยอคติรุนแรง
สนามรบในที่นี้ ไม่ใช่ในทุ่งเปิดกว้าง ไม่ใช่ในหุบเขา แต่อาจจะเป็นตึกสูงหลายชั้น อาจเป็นสนามเด็กเล่น อาจเป็นโรงพยาบาล
และอาจรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ดูเหมือนว่าเราต่างก็เป็นทหารในสมรภูมิรบนี้กันโดยถ้วนหน้า
ไม่ว่าทหาร ต.ช.ด. ตำรวจ ครูอาจารย์ หรือเด็กอายุสิบกว่าขวบ ต่างก็ตายได้ในสงครามนี้
โดยเท่าเทียมกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันสิ้นปี แม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็รับรู้ได้
ว่าอาจไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่หลุดรอดพ้นไปจากความหวาดกลัวจากการก่อการร้ายไปได้
เป้าหมายแท้จริงของการก่อวินาศกรรม อาจไม่ได้เพียงแค่การทำลายชีวิตและทรัพย์สิน
แต่คือการปลูกเมล็ดแห่งความกลัวลงในใจของทุกคน ความกลัวที่ว่าอาจไม่มีที่ใดปลอดภัย
ความกลัวที่เราไม่รู้ว่า เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่
บางทีคนที่กำลังลงมือ อาจจะเป็นคนที่โทรผิดบ้านเมื่อวานตอนเช้า
อาจจะเป็นคนนั่งกินข้าวติดกันเมื่อคืน อาจจะเป็นคนที่ส่งยิ้มให้กันตรงหน้าปากซอย
ใช่หรือเปล่า?
เราคงต้องยอมรับ
เพราะสงครามยังไม่สิ้นสุด เพราะเสียงปืนและระเบิดยังคงกึกก้อง เพราะผู้บาดเจ็บและล้มตายยังคงมี
ตราบใดที่อคติและความหลงของคนยังไม่เจือจางไป
เราก็ยังเป็นทหารในสมรภูมิชีวิตกันต่อไป
|
|
|