Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    October 29

    กัมมันตภาพรังสี

    นับวันผมยิ่งรู้สึกแปลกแยกจากสังคมคนมากขึ้นเรื่อยๆ

    ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร

    คล้ายๆกับว่าหากเราเข้าไปพัวพันกับคนอื่นมากเกินไป

    เชือกที่คล้องอยู่ระหว่างผมกับคนอื่น จะพันคอผมจนหายใจไม่ออก

    ในทางกลับกัน ดูเหมือนคนรอบข้างก็ดูมีปฏิสัมพันธ์กับผมลดน้อยลง

    มันคงเป็นผลลัพธ์อันน่าสมเพชจากการบังอาจฝ่าฝืนความเป็นสัตว์สังคม


    บางครั้งก็อยากจะไปที่ไกลๆเลย ที่ๆไม่มีใครรู้จัก

    หลบหนีคล้ายผู้ต้องหาของจิตใจตัวเอง


    เหมือนผมกลายเป็นสารกัมมันตภาพรังสี

    ที่แม้จะปลดปล่อยพลังงานมากมาย

    หากแต่ถูกจองจำอยู่แต่ในส่วนลึกสุดของเตาปฏิกรณ์ปรมาณู

    ล้อมรอบด้วยกรงตะกั่วหนาหนัก

    และไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะกลัวว่าจะปนเปื้อนด้วยไอรังสี


    ที่ผมทำและพอจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้

    คือการปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ ออกมาให้เป็นประโยชน์

    ควบคุมมันเอาไว้ ไม่ให้มันระเบิดออกมา

    และยอมรับความเป็นจริง

    ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ตัวเราหรอก

    October 26

    คำสารภาพของอาจารย์ช่วยสอน

    เอาล่ะ หลังจากอ่านเรื่องราวความจิตตกของผมมาหลายวันแล้ว

    ลองมาอ่านเรื่องของงานของผมดูบ้างดีกว่า

    เพราะมันเป็นเรื่องเดียวที่ผมว่ามันดูดีที่สุดในชีวิตของผมแล้ว


    งานที่ผมรับหน้าที่อยู่ในตอนนี้คืองานของทีเอ (TA) หรือที่รู้จักในชื่อเก๋ๆว่า อาจารย์ช่วยสอน

    หรือที่เก๋ยิ่งกว่านั้น คือ "อาจารย์พิเศษ" ซึ่งผมดูว่ามันสูงไป
    สักหน่อยกับผม

    ผมชอบเรียกว่า มันเป็นเอกพจน์ของคำว่า TAs ซึ่งอ่านว่า "ทาส"

    (ล้อเล่นน่ะ แต่บางครั้งก็อดรู้สึกอย่างนั้นจริงๆไม่ได้)

    งานของ TA ในภาควิชากายวิภาคฯ แน่นอนว่าหนีไม่พ้นเรื่องของแลปกรอส

    ในเทอมสองนี้ ผมมีงานช่วยสอนกรอสทั้งของนักศึกษาแพทย์ของรามาฯ

    และพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งต้องไปสอนที่ศาลายาโน่น

    งานในห้องแลปกรอสส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรมาก แค่คอยช่วยบอกว่าต้องเริ่มผ่า (dissect) อาจารย์ใหญ่ยังไง

    (บางตำราใช้คำว่า "ชำแหละ" แต่ผมไม่ค่อยชอบ พาลให้นึกถึงร้านขายเนื้อ)

    เพราะบางครั้งถ้าปล่อยให้ผ่ากันเอง รับรองว่าหลอดเลือดกับเส้นประสาทกระจุยหมด

    ในบางแลป เช่นการผ่าเอาสมองออกจากกระโหลก ผมก็จะเป็นคนทำให้เอง

    งานหนักกว่า คือการช่วยระบุชื่อ หรือ "ไอเดน (identify)" โครงสร้างที่ผ่าออกมา

    เพราะพอหลายๆโต๊ะผ่าเปิดโครงสร้างที่จะดูได้แล้ว เราก็จะถูกระดมยิงด้วยกระสุนคำถามโดยนักศึกษาจากทุกทิศทาง

    บางครั้งก็ยิงปืนใหญ่เรียกผมจากอีกฟากของห้องเลย

    ตรงนี้แหละที่ผมรู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกสอบปากเปล่าโดยนักศึกษาในห้อง

    โดยมีคะแนนเป็นจิตพิสัยในการสอน ดังนั้นก่อนเข้าแลป ผมเลยต้องอ่านเตรียมไปดีๆ


    โดยส่วนใหญ่ผมจะอยู่ช่วยสอนค่อนข้างจะเกินเวลา (และแน่นอน ไม่ได้ค่าจ้างเพิ่มเติม)

    เพราะบางครั้งก็ต้องอยู่เสริมจุดที่ไม่เข้าใจให้ ซึ่งตรงนี้อาจารย์ส่วนใหญ่ก็ให้เป็นงานของ TA เหมือนกัน

    (นอกเสียจากอาจารย์ระดับเทพจะลงมาอธิบายด้วยตัวเอง)

    พอเสร็จแต่ละคาบ ก็เรียกว่าหมดเรี่ยวแรงกันไปเลย

    เมื่อถึงช่วงสอบปิดแต่ละบล็อค TA ก็จะมีงานบังคับ คือการคุมสอบแลปกริ๊งอันน่าเบื่อหน่าย

    หรือบางทีก็จะมีไปช่วยจัดข้อสอบและเช็คข้อให้ตรงกับคำถาม

    อาจารย์จะผูกข้อสอบเอาไว้ แล้วเราก็จะแบก "ชิ้นส่วนข้อสอบ" ไปที่โต๊ะข้อนั้นๆ

    พอสอบเสร็จก็จะมีเด็กมารุมถามถึงเฉลย ซึ่งบางข้อที่ยากๆ ผมก็จะเฉลยให้


    มองภาพของนักศึกษาในมุมของ "อาจารย์" บางครั้งก็ทำให้เกิดอาการโหยหาอดีต

    เหมือนว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนยังเรียนปริญญาตรีได้ ก็คงดี

    ตอนที่ยังไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เรียนๆเล่นๆ แล้วก็สอบให้มันผ่านพ้นไป

    กระแสเวลาที่ไหลอ้อยอิ่ง หากแต่ไร้แรงต้านทานใดๆ ผลักให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

    และข้อสอบของชีวิตก็ไม่เคยง่ายลงเลย


    ข้อสอบแลปกริ๊ง อาจตอบได้ในไม่ถึงหนึ่งนาที

    แต่ข้อสอบชีวิต อาจใช้เวลาทั้งชีวิตในการเขียนคำตอบ


    October 19

    แคนโต้เดือนตุลา

    ห้องสีเทา
    เงียบกริบ
    มีแค่เสียงแอร์

    เครื่องคอมโน้ตบุ๊ก
    ฉันเปิดไว้
    แต่ไม่เปิดสวิตช์

    เก้าอี้เลื่อน
    ครืดคราด
    คล้ายคนพิการ

    ตัวเลขวุ่นวาย
    ไม่มีความหมาย
    ฉันขยำแล้วโยนทิ้ง

    เปิดหน้าต่าง
    ลมชั้นหกเข้ามาหกใส่
    ปิดหน้าต่าง

    ทุกคนพูดคุย
    หัวเราะ
    แต่ฉันไม่ได้ยิน

    อาคารที่ไร้ชีวิต
    ศิลปินที่ไร้นาม
    นักวิทยาศาสตร์ที่ไร้จิตใจ

    สนามหญ้าสั้นๆ
    ไม่มีประโยชน์
    หากไม่สามารถล้มตัวนอนได้

    ห้องผู้ป่วย
    สายน้ำเกลือห้อยเคว้งคว้าง
    และพยาบาล

    ทางกลับบ้านไกลโพ้น
    มอเตอร์ไซค์
    และไม่มีหมวกกันน็อค

    ยากล่อมประสาท
    น้ำตา
    เกมบนมือถือ

    ท้องฟ้าราตรีมืดมิด
    ตื้นเขินเพียง
    เปลือกตาเรา
    October 17

    Loneliness is all around

    เหมือนอนุภาคอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น

    แต่ผมรู้สึกว่าความเหงามันแทรกตัวอยู่ในทุกสิ่งที่ปรากฏบนลานสายตา

    ทุกคลื่นอากาศที่กระทบแก้วหู

    และเจือปนอยู่ท่ามกลางอากาศที่อิ่มตัวด้วยอารมณ์มนุษย์ปุถุชน


    มันอยู่ในเสียงที่ว่างเปล่าขณะรอสาย

    มันอยู่ในรถไฟฟ้าตอนห้าทุ่ม ที่ทั้งขบวนมีคนเพียงสิบกว่าคน

    มันอยู่ในเครื่องเล่นไอพอดราคาหลายพัน

    มันอยู่ในห้องเรียนที่ทุกคนกลับบ้านหมดแล้ว

    มันอยู่ในห้องนอนชั่วคราวของชายหญิงที่เพิ่งเสร็จธุระข้ามคืน

    มันอยู่บนเตียงคนไข้ที่ไม่มีใครอยากมาเยี่ยม

    มันอยู่บนรถเมล์ที่มุ่งสู่ปลายทางป้ายสุดท้าย

    มันอยู่บนสะพานที่มีคนโดดน้ำตายทุกปี



    เราต่างก็รู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราไม่พยายามมองหรือสบตามัน

    เพราะเรากลัวที่จะถูกมันดูดกลืนเข้าไป

    บางครั้งยิ่งเดินหนีจากมันเท่าไหร่ มันยิ่งเดินตามเป็นเงา


    หายใจลึกๆ

    ให้เหมือนคนใส่เครื่องช่วยหายใจ

    บอกกับตัวเอง บอกกับความเหงาที่อยู่ข้างๆ

    ว่าไม่เป็นไร ข้ายังสบายดี

    October 16

    เศรษฐศาสตร์ของความฝัน

    นักจิตวิทยาบอกว่ามันคือสิ่งที่คั่งค้างอยู่ในจิตใต้สำนึก

    นักประสาทวิทยาบอกว่ามันคือการแปรปรวนชั่วขณะของคลื่นไฟฟ้าสมอง

    แม่ค้าส้มตำหน้าโรง'บาลบอกว่้ามันคือคำบอกใบ้ถึงเลขที่ออกงวดต่อไป

    สำหรับผม ความฝันของคนเราเดี๋ยวนี้เป็นเหมือนกับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

    มีการซื้อ มีการขาย แต่ยากที่จะมองเห็นเป็นรูปธรรม และเหลือเกินที่จะเข้าใจ


    บ้านผมติดการนั่งดูรายการเอเอฟของทรูวิชั่น

    ผมไม่ได้ใส่ใจมันเท่าไหร่ แต่เห็นการกระเสือกกระสนล่าฝันของคนหนุ่มสาว

    และการสนองตอบจากนายทุนโทรทัศน์ ทำให้มองเห็นถึงอะไรบางอย่าง

    ความฝันนั้นบางครั้งก็เหมือนตัวกลางแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ

    พวกนั้นซื้อความฝันของพวกเขา

    แปรสภาพความฝันให้กลายเป็นวิญญาน

    แล้วค่อยเอาวิญญานของพวกเขาไปขายต่อ

    บ่อยครั้งที่เราเห็นคนที่อยากให้ความฝันตัวเองเป็นจริง จึงยอมทำทุกอย่าง

    แม้กระทั่งเอาตัวตนของตัวเองไปจำนอง

    สุดท้ายมันก็กลายเป็นเรื่องของห่วงโซ่อาหารทางความคิด

    คุณแค่ถูกคนที่มีความฝันใหญ่กว่ากลืนกินเท่านั้นเอง


    ถ้าคุณมีความฝัน

    ระลึกไว้ว่า มันคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณมีอยู่

    ถ้าอยากทำให้มันเป็นความจริง ก็ต้องทำด้วยมือตัวเอง

    อย่าฝากให้คนอื่นทำ

    เพราะสิ่งที่คุณต้องจ่ายเพื่อการแลกเปลี่ยน

    อาจเป็นทุกอย่างของคุณก็ได้
    October 07

    คืนฟ้าไร้ดาว

    สองสามวันมานี้ ผมกลับบ้านดึกทุกวัน

    และก็เหมือนๆทุกวัน คนที่กลับบ้านดึกก็กินข้าวคนเดียว

    เก็บกับข้าวที่เหลือเข้าตู้เย็น เก็บจานที่เหลือไปล้าง

    บางวันกว่าจะได้นอนก็หลังเที่ยงคืน

    แต่ก็ยังมีเวลาเล็กๆ ที่ผมมองดูท้องฟ้าผ่านทางหน้าต่างห้องนอน

    เคยมีบางครั้งที่ปีนขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่าง แล้วเฝ้ารอมองดาวที่อาจตกลงมาจากฟ้า


    ...อยู่ในเมืองวุ่นวาย เบื่อหน่ายชีวิต

    หลับตาถอนใจ อยากจะหนีไกลให้พ้น

    -- เหมือนคนหมดไฟ



    เพลงของพี่เสือธนพลสะท้อนอยู่ในหัวของผม

    ในหลายๆครั้งที่ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้าในเมือง


    คืนนี้ฟ้าไร้ดาวมืดหม่น

    เหมือนดังคนไม่มีที่ไป

    ใจฉันคิดขึ้นมาเมื่อไร

    น้ำตาเอ่อทุกที



    เราต่างบางครั้งก็เหมือนนักเดินเรือในอดีต

    หากไม่มีดาว ก็เหมือนขาดแสงนำทางให้เรือแล่นต่อ

    เราบางครั้งก็แหงนมองดาว หวังว่ามันจะนำทางให้เราได้บ้าง

    คืนไหนที่ฟ้าไร้ดาว เราจึงหวั่นไหวทุกครั้งไป


    ปลอบใจ -- ตัวเองไว้อยู่เสมอ อย่าไปท้อใจ

    สู้ไป -- มีคนข้างหลังยังคอย

    ขวากหนาม คือแรงชีวิตผลักดัน สู่ความฝันอันยิ่งใหญ่

    รู้ในใจอยู่เสมอ -- ดวงชะตาขีดไว้ให้ฝ่าฟัน



    ผมปิดหน้าต่าง ปิดไฟ ปล่อยให้ความมืดและความเงียบกลบกลืนห้อง

    ล้มตัวลงนอน แต่ตายังลืม พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ได้แต่คิดคนเดียว

    แตฟ้าที่ไร้ดาวบอกผมไว้ ให้รู้ในใจอยู่เสมอ ดวงชะตาขีดไว้ให้ฝ่าฟัน

    October 05

    ทุ่งดอกไม้ที่ถูกเผา

    ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นในหัวของผม ในใจของผม

    แต่ผมมองทุกอย่างกลายเป็นสีเทาดำ

    ไม่อยากสนใจคนรอบข้าง ไม่อยากคุยกับใคร

    ไม่มีความรู้สึก ไม่อยากตื่นนอน

    แค่อยากอยู่ตามลำพัง


    จู่ๆสิ่งที่เคยสนใจ เคยชอบ เคยใส่ใจ ก็กลายเป็นสิ่งที่ผมเหนื่อยกับมัน

    ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

    เหมือนโทรศัพท์ที่แบตใกล้หมด

    เหมือนหลอดไฟนีออนที่เหลือเพียงแสงกระพริบถี่ๆ

    เหมือนมีใครเผาทุ่งดอกไม้ที่ผมเคยวิ่งเล่น เคยล้มตัวนอนกลิ้งไปมา

    เหลือแต่เศษกลีบดอกไม้สีดำ เถ้ากระจายเต็มท้องฟ้า


    อยากนอนเฉยๆ นิ่งๆ

    เปิดเอ็มพีสามฟังทั้งวันทั้งคืน

    อยู่ท่ามกลาง

    ทุ่งดอกไม้ที่ถูกเผา


    ป.ล. ผมไปหาจิตแพทย์มาเมื่อสัปดาห์ก่อน

    หมอถามว่า จะให้เพิ่มยาที่เป็น antipsychotic ให้ผมอีกหนึ่งอัน จะเอามั้ย

    ผมไม่เอา

    แต่คราวหน้าก็ไม่แน่

    อยากได้ antidepressant มากกว่า