| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
November 20 ขนมสายไหมถ้ามีใครถามผมว่า "ชอบขนมหวานมั้ย" ผมยอมรับว่าไม่รู้ว่าจะตอบยังไง
เพราะผมเคยกินขนมหวานมาแล้วหลายแบบหลายเจ้า
ก็มีขนมหวานบางอย่างที่ผมชอบ บางอย่างที่ไม่ชอบ และบางอย่างที่รู้สึก"แปลกๆ"กับมัน
หนึ่งในของที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นขนมหวานที่แปลกๆ คือขนมสายไหม
ที่ว่าแปลก เพราะผมไม่รู้จะบอกว่าชอบหรือไม่ชอบ มันกึ่งๆระหว่างนั้น
แต่คงไม่มีใครไม่เคยกินมั้ง ขนมนี้ออกจะเห็นเกลื่อนกลาด มีงานคล้ายๆงานวัดที่ไหน ก็มีขนมสายไหมที่นั่น
ตอนเด็กๆแถวบ้านผมก็มีเจ้านึง ทำสายไหมแล้วบรรจุลงในถุงพลาสติกใสใบใหญ่ๆ แล้วออกเดินเร่เดลิเวอรี่ไปตามซอย
ผมชอบสายไหมสีฟ้า เพราะมันดูแปลกดี รสชาติมันเหมือนกินสารเคมีอะไรสักอย่างเข้าไป
พอโตขึ้น เลยได้เห็นเครื่องทำสายไหมแบบหยอดเหรียญ เครื่องนี้รูปร่างคล้ายกาละมังเหล็กใบใหญ่ๆ ตรงกลางมีแกนอะไรสักอย่างที่ผมก็ไม่รู้หน้าที่
หลักการของมันคือ พอหยอดเหรียญไป เครื่องที่ว่านี้ก็จะเริ่มทำงาน เสียงดังหึ่งๆเหมือนเครื่องซักผ้ารุ่นเก่า
แล้วไม่นานก็มีเส้นใยๆถูกผลิตออกมารอบๆกาละมัง เหมือนกับมีแมงมุมที่มองไม่เห็นกำลังปล่อยใยออกมาเป็นพอลิเมอร์ของน้ำตาลกลูโคส
หน้าที่ของเราคือการนำไม้ยาวๆ ไปพันรอบเส้นใยที่ว่านั่น ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเทคนิค ว่าจะได้แบบเละๆ หรือแบบวิจิตรบรรจง
ประสบการณ์ในการทำสายไหมครั้งแรกของผมออกมาในสภาพที่ดูเหมือนศิลปะเหนือจริง เหมือนก้อนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านไอเอสโอ
มันเป็นเรื่องของความชำนาญครับ
รสชาติของสายไหมนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างหาเปรียบไม่ได้
คือหวาน หวาน และหวานมาก
แต่ความหวานนั้น ผมออกจะไม่ชอบใจสักเท่าไหร่
มันดูเป็นความหวานที่ผมเรียกว่า "หวานอย่างฉาบฉวย" คือหวานเพียงแค่แถวๆปากและลิ้นของเรา แล้วก็แค่นั้น
ไม่กี่วินาทีที่มันเข้าสู่ช่องปาก มันก็ละลาย ไม่เหลือโครงสร้างเดิม
อะไรที่หวานมากๆ ผมจึงคิดว่าต้องระวังเป็นพิเศษ
เพราะก็เหมือนสายไหม
มันฉาบฉวย และไม่ยั่งยืนสักเท่าไหร่ ยังไม่ทันจะพ้นคอเราไป มันก็ละลายไม่มีเหลือแล้ว
จุดนี้ล่ะมั้ง ที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบมันสักเท่าไหร่
ถ้าหวานไปไม่ถึงข้างใน
ก็ป่วยการกิน...
November 10 ฝุ่นควันวันก่อนผมไปซื้อหนังสือที่แถวราชดำเนิน พอดีเหมือนจะไปประจวบเหมาะกับการสอบอะไรสักอย่างแถวโรงเรียนสตรีวิทยา
ป้ายรถเมล์เลยเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนมัธยมปลายชายหญิง ยืนจับกลุ่มคุยกันถึงข้อสอบที่เพิ่งผ่านไป บ้างก็นั่งรอรถเมล์กลับบ้านในชะตากรรมเดียวกับผม
ด้วยเหตุที่เวลากลับบ้านของผมมักจะล่วงเลยหนึ่งทุ่มไปแล้ว ภาพของนักเรียน ม.ปลาย ยืนรอรถ เลยเป็นภาพที่ห่างหายไปจากวิสัยทัศน์ของผมไปนานเหมือนกัน
แต่เมื่อได้เห็นทีไร ก็อดนึกถึงตอนที่เรียน ม.ปลาย ไม่ได้ทุกที
แย่หน่อยที่ความทรงจำของผมมันลางเลือนไปมากแล้ว สิ่งในอดีตนั้นเลยเหมือนซากผุพังที่หารูปเดิมไม่ได้
ตอนที่ผมเข้ามาเรียน ป.ตรี ผมแทบไม่มีเพื่อนเข้ามาด้วยเลย
เด็กเตรียมที่เข้าคณะวิทย์ฯ มาด้วยกัน เกือบทั้งหมดก็ซิ่วไปก่อนจะหมดปีหนึ่ง เลยเหมือนเป็นการตั้งต้นสังคมใหม่ ซึ่งก็ไม่ถือว่าเลวร้ายนัก
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือการที่เพื่อนเก่าเด็กเตรียมที่เคยอยู่ห้องเดียวกัน เจอหน้ากันทุกวัน กลับหายไป...เสียเฉยๆ
เหมือนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เหมือนเป็นเพียงคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
กว่าจะรู้ตัวว่าผมทำเพื่อนร่วมห้องหายไปทั้งห้อง ก็นานพอสมควร
ผมจึงนึกแปลกใจ พอคนเราสิ้นความสัมพันธ์ มันดูคล้ายว่าคนๆนั้นหายไปจากโลกเราโดยสมบูรณ์ ไม่เหลือแม้เศษเงาใดๆ
เหมือนกับว่าพวกเขาเหล่านั้นโดยสึนามิถล่มใส่ แล้วกวาดลงทะเลไป ไม่กลับขึ้นมาอีกเลย
จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม ถ้านึกดูดีๆ ชีวิตที่ผ่านมา ผมคงทำคนรู้จักหายไปประมาณครึ่งหมู่บ้านได้ล่ะมั้ง
ไหนๆก็ว่าด้วยเรื่อง ม.ปลายแล้ว เลยนึกถึงหนังสือรุ่นสมัยตอนอยู่เตรียมฯขึ้นมาได้
ผมจำได้ว่าตลอดสามปีที่ผมอยู่ ผมได้หนังสือรุ่นมาเก็บไว้ทั้งสามปี คือได้มา ม. ละปี แต่มีเฉพาะเล่มตอน ม.6 ที่ซื้อเอง ส่วนสองเล่มที่เหลือ ไปจิ๊กเขามาอีกทีนึง
แต่ว่าตั้งแต่ได้มา ผมเปิดมันแทบจะนับครั้งได้ ปัจจุบันนี้มันไปอยู่ที่ใต้ชั้นหนังสือของผม
เก็บไว้ราวกับเป็นคัมภีร์อาถรรพณ์ หากเปิดออกมาแล้วโลกจะถึงกาลอวสาน อะไรแบบนั้น
แม้ว่าความหนาของมันจะเกือบๆหนึ่งนิ้วฟุต แต่มันไม่ได้สะท้อนถึงความหนาแน่นของความสัมพันธ์ที่ผมมีกับเพื่อนร่วมชั้น
สิ่งนั้นกับผม มันคงหนาไม่มากไปกว่ากระดาษหนึ่งแผ่น เพียงลมของเวลาพัดแผ่วๆ มันก็ปลิวหายไปไหนไม่รู้
ผมเศร้าใจทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ เศร้าใจที่ความสนิทชิดเชื้อที่เคยมีให้กัน ถูกละลายอย่างง่ายดายโดยเวลาและระยะห่างระหว่างบุคคล
และเศร้าใจกับอดีตที่เหมือนเป็นฝุ่นควัน
ที่เล็กและบอบบางเหลือเกิน แต่เมื่อเข้าตา มันก็ทำให้ผมน้ำตาไหลได้เหมือนกัน
November 05 แดกด่วนแม้ว่านักโภชนาการหลายสำนัก จะตีตราอาหารประเภทแดกด่วน (fast food) ว่าเป็นอาหารที่ไร้คุณค่า และแคลอรี่สูงโดยไม่มีเหตุผล
แต่เชื่อผมสิ ไอ้พวกนักโภชนาการพวกนั้นเคยแด๊กกันมาหมดแล้วน่ะ บางคนเข้าข่ายเสพติดด้วยซ้ำ
แม้ว่าราชบัณฑิตยสถานของประเทศไทยจะไม่ได้ให้คำจำกัดความของอาหารจานด่วน (ผมชอบเรียก แดกด่วน) ว่าเป็นอะไร
แต่ผมลองค้นดูในวิกิพีเดีย (เวปไซต์สารานุกรม หาเจอเกือบทุกอย่าง) พบว่าเขาให้คำจำกัดความไว้ว่า "เป็นอาหารที่เตรียมและเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว และมีการบริการในระดับที่น้อยที่สุด"
อ่านดูก็พอเข้าใจ ถ้างั้นเราจะเรียกข้าวแกงหน้าปากซอย หรือส้มตำไทยข้างตลาดว่าเป็นอาหารในกลุ่มนี้ได้มั้ยเนี่ย เพราะก็เห็นได้ว่าเตรียมและเสิร์ฟอย่างรวดเร็วเหมือนกัน และบ่อยครั้งที่มักมีบริการที่ไม่ค่อยดีเป็นโปรโมชั่นแถมมาด้วย
แม้ว่าใครหลายคนจะแนะนำให้เราบริโภคอาหารแดกด่วนพวกนี้ให้น้อยที่สุด แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อความหิวครอบงำจนหูตาฝ้าฟาง เราก็ต้องเดินไปร้านเจ็ดสิบเอ็ด แล้วสั่งอะไรสักอย่างมากระแทกท้องจนได้
ทั้งนี้เพราะผมเชื่อว่าอาหารแดกด่วนสนองตอบความต้องการพื้นฐานของคนในการบรรเทาความหิวโหยโดยด่วน และอะไรที่สามารถตอบสนองได้เร็ว สมองเรามักจะต้องการมันบ่อยเป็นพิเศษ
มันง่ายดีไงล่ะ คนเราไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยากและต้องรอ แค่เดินไปเคาน์เตอร์ สั่งอะไรชื่อตลกๆมาสักอย่าง แล้วก็ได้กิน จบ (อาจมีแถมขนบจีบซาลาเปามาด้วย)
ดังนั้น ผมจึงจะบอกว่า อย่าประมาทอาหารแดกด่วน เพราะต่อให้คุณแอนตี้มันแค่ไหนก็ตาม เวลาสมองและท้องต้องการ คุณก็ต้องกิน โดยปราศจากความปราณีใดๆ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคุ้นชินกับร้านอาหารแดกด่วนมาตั้งแต่รู้จักสยาม บ่อยครั้งที่ผมโดดเรียนพิเศษ ก็จะไปนั่งแกร่วอยู่ในร้านโดนัท เพื่อเป็นการสังหารหมู่เวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ
โตขี้นผมก็ยังต้องพึ่งพามัน เพราะบางครั้งกลับบ้านดึกๆ และไม่มีอะไรกิน ก็ได้พวกนี้ช่วยฉุดผมขึ้นมาจากความอดอยาก
ต่อให้มันเป็นอาหารขยะ ต่อให้มันมีแคลอรี่สูง และต่อให้มันอุดมไปด้วยคอเลสเตอรอลและกัมมันตภาพรังสี
ผมเชื่อว่าก็ยังดีกว่าไปบริโภคละครน้ำเน่าเคล้าเสียงตบตีหลังข่าว หรือบริโภคเงินภาษีประชาชนแล้วไปเที่ยวนิวยอร์ค (จนไม่ได้กลับบ้าน)
ถ้าต้องบริโภคของพวกนั้น ผมขอกินไอ้พวกอาหารแดกด่วนไปจนตายซะจะดีกว่า
|
|
|