Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    December 26

    ดอกไม้ไฟใต้แสงดาว

    ช่วงนี้แถวบ้านผมมักจะมีเสียงดอกไม้ไฟดังมาจากไกลๆ ที่ไหนสักแห่ง
     
    มันไม่แปลก เพราะเป็นช่วงเดือนธันวาที่มีงานฉลองมากมาย แต่บางครั้งก็แปลก เพราะบางครั้งก็ดังทั้งๆที่ไม่น่าจะมีงานอะไร
     
    ที่ตลกดีคือ นังหมาที่บ้านตัวนึงจะกลัวเสียงดอกไม้ไฟมากถึงมากที่สุด หากได้ยินเป็นต้องตาเหลือกมุดเข้าใต้ท้องรถ
     
     
    ผมชอบดูดอกไม้ไฟ
     
    มีอยู่ครั้งนึงที่ไป countdown ที่ลานเบียร์หน้าเซ็นทรัลเวิรล ก็ได้เห็นดอกไม้ไฟเบ่งบานเต็มท้องฟ้า (พร้อมกับเศษที่ร่วงลงมาใส่หัว)
     
    เร็วๆนี้ที่มีงานวันเฉลิมฯ ก็มีจุดดอกไม้ไฟใกล้ๆกับที่คณะ ผมก็รีบวิ่งออกจาก lab มาดูเหมือนเด็กๆ
     
    มันดูตื่นตาตื่นใจดีนะ เวลาเห็นมันพุ่งขึ้น แล้วแตกระเบิดออกเป็นสีสันสวยงาม ย้อมสีท้องฟ้าเป็นสีเขียว แดง เหลือง
     
    เสร็จแล้วก็หายไป เราก็จะจดจ่อกับลูกต่อไปที่จะขึ้นมา จนกว่าจะหมดนั่นแหละ
     
     
    ดอกไม้ไฟก็เหมือนๆกับดอกไม้ปกติ และเหมือนๆกับสิ่งอื่น
     
    ที่บานเพียงครั้งเดียว ก็โรยราร่วงไป
     
    แต่ด้วยสีวูบวาบเป็นประกาย ทำให้มันติดค้างหลงเหลืออยู่ในใจเรา
     
    บางครั้งผมก็กลัวมัน เพราะมันคล้ายกับภาพมายา
     
    น่าหลงใหล แต่ไม่จีรังยั่งยืน
     
    แสงที่เราเห็นว่าสว่างสวยงาม ก็เป็นเพียงแค่วูบเดียวเท่านั้น
     
     
    พองานเลี้ยงเลิกรา ดอกไม้ไฟมอดดับหมดลง
     
    ทุกคนทิ้งเศษซากความสุขของตัวเองกลาดเกลื่อนลานกว้าง ออกไปหาความสุขของตัวเองในที่อื่น
     
    และท้องฟ้าก็ว่างเปล่าอีกครั้ง เหลือแค่แสงดาวจางๆ ที่หาทางหลบเลี่ยงไฟสังเคราะห์ของเมืองกรุงได้ยากเหลือเกิน
     
     
    บางครั้งที่ใจมันเงียบเหงา ผมก็มองดูท้องฟ้าเหงาๆ มีเพียงดาวไม่กี่ดวงเท่านั้น
     
    ฟ้าที่ไม่ปรุงแต่งด้วยเสียงกังวาน และแสงสีลูกกวาด บางครั้งก็ทำให้เราเพลินได้เหมือนกัน
     
    แสงดาวที่เจือจางและธรรมดาสามัญนั้น อย่างน้อยก็ให้เราดูได้ทั้งคืน
     
     
    December 08

    work hard?

    หลายคนในที่ๆผมอยู่ ถือคติเรื่องของการทำงานหนัก
     
    อาจารย์ท่านนึงเคยพูดในห้องเรียนว่า "work hard today, so you will live easy in the future"
     
    เหมือนๆกับที่อาจารย์หลายคนที่ผมเคยรู้จัก เหมือนๆกับผู้ใหญ่หลายคนที่ผมรู้จัก
     
    เปล่า -- ผมไม่ได้อยากจะแย้งหรือขัดคอนะ
     
    แต่ถามจริงๆเถอะ -- ตอนนี้พวกท่าน live easy ได้อย่างที่ว่าหรือเปล่า?
     
    แท้จริงแล้ว เราคงยังต้อง work hard ต่อไป เพราะชีวิตไม่เคยปล่อยให้คุณได้ live easy ได้เลย
     
     
    ที่ผ่านมาของผม ก็ทำงานค่อนข้างหนัก ทั้งงานของตัวเอง และไม่ใช่ของตัวเอง
     
    ที่รู้คือ ผมทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ เหมือนทรายในขวดแก้วที่ไหลทับถมลงมาตามเวลา
     
    และยังมองไม่เห็นทาง ว่าชีวิตจะสบายขึ้นเมื่อไหร่
     
    จนบางครั้งก็คิดว่า เราดิ้นรนไปเพื่อทำให้เราดิ้นรนมากขึ้นกว่าเดิม
     
     
    บางครั้งผมตื่นนอนตอนตีสี่ตีห้า นอนมองเพดานในความมืด
     
    แล้วครุ่นคิดถึงอนาคตที่ไม่มาถึง
     
    จะมีไหมนะที่ชีวิตจะอยู่แบบสบายๆ ไม่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนมากมาย
     
    ตื่นเช้าแล้วขี่จักรยานไปสอนหนังสือ (ไม่ต้องเบียดเสียดกับฝูงชนบนรถเมล์ และไม่ก่อมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม) 
     
    บ่ายนั่งเอกเขนกหน้าคอม (เล่นเกม เล่นเอ็ม และโหลดเอ็มพีสาม) 
     
    ตอนเย็นดูทีวีหน้าโซฟา (มือนึงถือรีโมท อีกมือถือกระป๋องเบียร์)
     
    อนาคตที่ดูจะห่างไกลเหลือเกินจากปัจจุบัน
     
     
    แล้วผมก็ยังทำงานต่อไป
     
    ตั้งใจไว้ว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมจะเลิกทำอะไรที่ไม่จำเป็นกับชีวิต เช่นการอ่านเปเปอร์ การทำวิจัย และการนั่งฟังการประชุม
     
    แล้วเริ่มต้นให้รางวัลกับเวลาที่ผ่านมาเสียที
     
    ผมไม่กลัวว่าก่อนตาย ผมจะพร่ำเพ้อถึงอะไรที่ยังไม่ได้ทำ
     
    แต่ผมกลัวว่า ผมจะพร่ำเพ้อถึงรางวัลชีวิตที่ไม่เคยให้กับตัวเองเลย
     
     
    มีกลอนไฮกุอันนึงที่เอามาฝากกันครับ
     
    "Worker bees can leave
     
    Even drones can fly away
     
    The queen is their slave"