| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
April 29 SMSผมจำไม่ได้ว่าตัวเองได้รับ message ทางมือถือครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
โดยเฉพาะข้อความที่ไม่ได้เป็นพวกโปรโมชั่น หรือการทวงเงินค่ามือถือ
ถ้าจำไม่ผิด นวัตกรรมของการส่งข้อความอิเลกโทรนิกส์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือนั้น เพิ่งจะคลอดออกสู่สายตาประชาชนเมื่อไม่ถึงสิบปีมานี้ เรียกได้ว่ามันใหม่มากๆ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีทางการสื่อสารอื่นๆ
ก่อนหน้านั้นสักสิบปี ข้อความจะถูกส่งมาทางเครื่องมือที่เรียกว่า "เพจเจอร์" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ง่ายๆ แค่หน้าจอที่แสดงข้อความเท่านั้น ขนาดพกพา ใหญ่กว่ากล่องไม้ขีดนิดหน่อย
สมัยนั้นเรียกว่าเป็นยุคเรอเนสซองส์ของเพจเจอร์ทีเดียว มีรุ่นต่างๆออกมามากมายก่ายกอง และกลายเป็นเหมือนพระเครื่องประจำตัวของเหล่านักเรียนตั้งแต่ขาสั้นคอซอง ยันคนทำงานผูกไทค์กินเงินเดือน
แต่เมื่อมีการมาถึงของการส่งข้อความทางมือถือ เพจเจอร์ก็เรียกได้ว่าถูกสังหารหมู่ ปฏิรูปการจนแทบไร้ร่องรอยแห่งอารยธรรม
ผมคิดว่าเป็นเพราะการที่ให้ความเป็นส่วนตัวกับคนส่งข้อความมากขึ้น มันจึงได้รับความนิยมเร็วราวกับวงบอยแบนด์
คิดดูซิ ถ้าเราจะบอกกับแฟนว่า "ร้ากกก...รักจางเยยย...นะตัวเองงง" ก็แค่กดปุ่ม กิ๊กๆๆ แล้วก็กด send message ปรู๊ดเดียว ง่ายจะตาย
ขณะที่แต่ก่อน ต้องฝากข้อความน่าอายนี้กับ...เค้าเรียกว่าใครนะ...เอาว่าคนรับฝากข้อความละกัน
เธอคนนั้นก็จะพิมพ์อะไรสักอย่างดังแกรกๆ เพื่อทวนข้อความนั้น แล้วค่อยส่ง
ในใจอาจคิดว่า "แม่ง...พวกมึงจะมาหวีดอะไรแถวนี้วะ ไอ้สัตว์..." โดยเฉพาะถ้าคนรับฝากข้อความนั้นยังไม่ได้แต่งงาน
แต่สุดท้ายก็จะฝืนทำเสียงสวยๆ บอกว่า ข้อความของท่านได้ถูกส่งแล้วค่ะ อะไรเทือกๆนี้ ดีไม่แถมซาลาเปาทานเพิ่ม
เห็นมะ ความเป็นส่วนตัวเห็นๆ
ปัจจุบัน การส่ง SMS นี้เป็นมากกว่าการส่งข้อความธรรมดา แต่ผมว่ามันได้กลายพันธุ์ไปเป็นการค้ารูปแบบหนึ่ง
เกมโชว์เรียลลิตี้ จะโหวตใครเข้าใครออก ก็ SMS
รายการคุยข่าว จะออกความเห็น จะด่าใครยังไง ก็ SMS
เล่นเกมทางวิทยุชิงรางวัลไปต่างแดน ก็ส่ง SMS
เผลอๆอีกหน่อย คงมีหย่ากันทาง SMS ประชุมงานผ่าน SMS ปอกกล้วยผ่านทาง SMS ฯลฯ
กล่าวกันว่า ในช่วงปีใหม่ มีการส่งข้อความไปแทน ส.ค.ส ร่วมนับแสนๆข้อความ โดยเฉพาะในช่วงสี่ทุ่มของวันสิ้นปี จนถึงเช้าของวันปีใหม่
ผมเองก็ได้ปีละสองสามข้อความ...เหมือนเป็นสิ่งที่รอคอยมาทั้งปี
ผมไม่ได้รับข้อความจากมือถือบ่อยนัก ข้อความนานๆครั้งนี้จึงมีคุณค่าทางจิตใจเล็กๆ
และยิ้มเบาๆทุกครั้งที่เปิดข้อความพวกนี้ขึ้นมาอ่านเล่น แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นช่วงปีใหม่อะไรเลย
นอกเหนือจากคำอวยพรปีใหม่ มันคือความปรารถนาดีเล็กๆที่ส่งมาด้วย
ไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เห็นได้ด้วยใจ
April 22 Perhaps Love ...คงเป็นรักล่ะมั้งความรักมักจะดูชัดเจนขึ้นเสมอ...เมื่อมันลอยลับไปอยู่กับอดีตเสียแล้ว
เมื่อวันศุกร์ได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง "Perhaps Love" มาครับ ไม่มีอะไรมาก แค่อยากดู
คนดูไม่ถึงครึ่งโรง...ค่อยสบายหน่อย เหยียดแขนเหยียดขาได้ตามชอบ
หนังเรื่องนี้เป็นหนังกึ่งหนังเพลง เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต ความรัก และความทรงจำ
"ลิน" นักแสดงหนุ่มที่ยอมอดทนและเจ็บปวดมานานถึง 10 ปี เพียงเพื่อได้เจอกับคนรักเก่าที่ลืมเขาเสียแล้ว
"ซุนหน่า" หญิงสาวนักแสดงชื่อก้องที่ยินดี "ตัดต่อ" ชีวิตของเธอออกไป เพื่อพบกับโอกาสใหม่ในวงการบันเทิง
"หนี่เหวิน" ผู้กำกับและคนรักคนปัจจุบันของซุนหน่า ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เธอยังคงอยู่กับเขา
"ชายไร้ชื่อ" เทวดาขี้เล่นที่แทรกตัวในชีวิตของทั้งสามคน เพื่อนำบทชีวิตที่ถูกตัดต่อออกไปกลับคืนมา
ในแต่ละฉากของภาพยนตร์จะสลับกันระหว่างละครเพลงตระการตา ภาพปัจจุบัน และเงาของอดีต
เพียงแต่ทั้งสามอย่างนั้น ล้วนเป็นไปในเรื่องเดียวกันหมด
ในละครเพลง หญิงสาวได้ไปจากแฟนหนุ่มของเธอเพื่อเข้าสู่วงการมายา แต่เธอกลับเสียความทรงจำทั้งหมดไป
จนกระทั่งไปพบกับเจ้าของละครเร่ ผู้แต่งเติมความทรงจำดีๆให้กับเธอ จนกระทั่งชายหนุ่มคนเดิมกลับเข้ามาในชีวิต
รักสามเส้นระหว่างหญิงสาว ชายหนุ่ม และเจ้าของคณะละครเร่ กับรักสามเส้าระหว่างซุนหน่า ลิน และหนี่เหวิน
ถูกจับให้เอามาคู่ขนานกัน โดยมีเทวดาผู้ตัดต่อละครชีวิต เป็นตัวกลาง
แม้ว่าการดำเนินเรื่องจะดูงงๆในบางจุด แต่เรื่องนี้ผมว่าสุดยอดดดด ในเรื่อง plot และ art direction
โดยเฉพาะในฉากละครเพลง ซึ่งสวยงามมาก เพลงก็เพราะ
นักแสดงหลักทั้งสี่คน (ทาเคชิ คาเนชิโร, โจว ซวิ่น, จางเซียะโหย่ว, จีจินฮี) ก็ดีมากๆ เข้าถึงอารมณ์
คิดว่าคนที่ชอบดู moulin rouge น่าจะชอบ ลักษณะคล้ายๆกัน
แม้ว่าตอนจบของเรื่อง อาจไม่ค่อยตรงใจใครหลายคนนัก
และยังคงมีคำถามค้างคาใจเมื่อเดินออกจากโรงหนังไปแล้ว
ในเส้นทางของคนทั้งสามที่เลือกจะเดินจากกันไป โดยเก็บไว้เพียงความทรงจำสีจางๆ
เพราะอะไรน่ะหรือ? ผมคงต้องย้อนทบทวนดูว่าตัวเองเพิ่งไปดูหนังอะไรมา
คำตอบ... ก็คงเป็นรักล่ะมั้ง... April 19 Sympathy for lady vengeanceวันนี้มีหนังดีๆมาแนะนำครับ
เรื่องนี้ชื่อว่า Sympathy for lady vengeance เป็นหนังเกาหลี นำแสดงโดยลียองเอ -- ก็คนที่เล่นเป็นแดจังกึมน่ะแหละ
แต่คราวนี้เธอไม่ได้มาแบบอ่อนโยน ที่จริงเธอกลับมาพร้อมปืนในมือหนึ่งกระบอก และบัญชีหนี้แค้นที่รอการสะสาง
เรื่องมันมีอยู่ว่า กึมจา (ลียองเอ) เป็นหญิงสาวที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นฆาตกรฆ่าเด็กอนุบาล ทั้งที่เธอไม่ได้กระทำ
แต่เธอกลับยินดียอมรับโทษ ด้วยการใช้ชีวิตอยู่ในคุกเป็นเวลา 13 ปี...
ตลอด 13 ปี คือเวลาที่เหมาะสมในการวางแผนคิดบัญชีแค้นต่อครูหนุ่มที่ชื่อว่าเบ็ก ชายผู้ใส่ความเธอ
กึมจาออกจากคุกด้วยความแค้น และหมายมั่นที่จะกวาดล้างทุกคนที่เข้ามาขวางเธอ
แต่เหตุการณ์เปลี่ยนไป เมื่อกึมจาพบกับลูกสาวของเธอเอง ผู้ที่ทำให้เธอต้องเลือกระหว่างการแก้แค้น และการให้อภัย
ในช่วงวินาทีที่เธอจะเหนี่ยวไกปืนใส่เบ็ก เธอตัดสินใจยังไง?
หนังเรื่องนี้โดดเด่นมากๆ ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์ เช่น เต้าหู้สีขาวบริสุทธิ์ที่เธอปัดตกอย่างไร้ความหมายเมื่อครั้งที่เธอออกจากคุก แสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ในการล้างแค้น หรือเค้กสีแดงเหมือนเลือดในใบปิดหนังที่ราวจะสื่อให้เห็นการนองเลือดที่หอมหวาน
นอกจากนี้ กำกับศิลป์ การดำเนินเรื่อง และที่สำคัญมากกับผม คือความสวยของลียองเอ ถือว่าสุดๆ
เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการอ่าน เลยเอาใบปิดหนังมาแปะไว้ให้ดูเล่นอีกด้วย
เท่สุดๆ กะว่าถ้าหาโปสเตอร์ได้จะมาติดไว้ในห้อง
ลองไปหาดูกันนะ
ป.ล. ที่มาของภาพ มาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=7&month=04-2006&date=04&blog=1 บล็อคของชาวพันทิพที่ชื่อ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขอขอบคุณในโอกาสนี้ด้วยคับ
April 14 สงกรานต์เป็นเรื่องของธุรกิจผมขอยืนยันว่า วันสงกรานต์มิได้เป็นวันพักผ่อนนอนหลับ หรือไปเที่ยวแน่ๆ อย่างน้อยก็สำหรับผม
เพราะเราคงไม่เรียกการตื่นมาตั้งแต่เช้า เพื่อช่วยทอดไก่ ตำน้ำพริก ต้มแกง เดินแจกเหล้ากะโซดา และงานอื่นๆที่ทำให้นึกถึงวิชางานบ้านสมัยมัธยมต้น ว่าเป็นการพักผ่อนหรอก
เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา เหมือนเป็นวันพบญาติครั้งยิ่งใหญ่ของที่บ้าน
ซึ่งบรรดาลุงๆป้าๆทั้งหลายจะมาเพื่อกินดื่ม และเม้าท์แตกแหลกลาญกันตามประสาคนเกิดมานาน
ไอ้เราก็ไม่รู้จะคุยอะไร เลยเดินเข้าๆออกๆระหว่างครัวกับหน้าทีวี
แถมตอนเย็น พี่สาวเกิดตัดช่องน้อย ไปซอยข้าวสารหน้าตาเฉย (เพิ่งกลับมาเมื่อเช้า)
งานที่เหลือ คือการจัดศาลพระภูมิกับศาลเจ้าที่ ก็เลยเป็นกรูอีก
เหนื่อยจิ๊บโหง
ดูข่าวภาคค่ำ มีภาพบรรยากาศของงานสงกรานต์ในหลายๆที่ ไม่ว่าจะเป็นถนนข้าวสาร ข้าวเหนียว ข้าวซอย ข้าวแช่ ฯลฯ
สาดดดดดดดกระจาย ดูๆไปก็คล้ายๆกับถูกคลื่นสึนามิถล่มมาใหม่ๆ
คิดดูว่า พวกปืนฉีดน้ำ ดินสอพอง และบรรดายุทโธปกรณ์สำหรับการประลองยุทธ์ทางน้ำ จะขายได้เยอะขนาดไหนในช่วงสี่ห้าวันนี่ คงไม่น้อยเลยทีเดียว
ทั้งๆที่แต่ก่อนตอนเด็ก ก็ยังพอจำได้ว่าการเล่นสงกรานต์ ไม่มากไปว่าการเอาขันตักน้ำสาดใส่กัน ใครมีปืนฉีดน้ำกระบอกโตๆ ก็ถือว่าเก๋สุดแล้ว
สงกรานต์กลายสภาพเป็นธุรกิจ และภาพของสงกรานต์แบบเก่าๆ ก็กำลังถูกชะล้างหายไป
ผมจึงไม่แน่ใจว่าการส่งเสริมธุรกิจในช่วงเทศกาล จะเป็นเรื่องที่มีแต่ได้
เพราะบางครั้ง เราก็ต้องแลกมาด้วยธรรมเนียมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปรไป ชนิดที่คงเอาคืนมาไม่ได้ง่ายๆ
ความทรมานทรกรรมของผมในช่วงสงกรานต์นี้ยังไม่สิ้นสุด
เพราะวันพรุ่งนี้ก็มีงานทำความสะอาดโต๊ะหมู่ และพระอีกหลายรูป ก็รอการเช็ดถูมาเป็นปีแล้ว
...เหมือนได้ยินเสียงแม่ตะโกนให้ช่วยเก็บมะม่วงแฮะ...
April 11 ดอนเมือง ลุ่มเมืองเนื่องจากตึกทื่ทำ lab อยู่ติดกับฝั่ง ร.พ. รามาธิบดี บ่อยครั้งก็ไปหาอะไรกินแถวๆนั้น
ใกล้ๆกับตึกเรียนรวมของคณะแพทย์ฯ จะมีร้าน puff & pie ของการบินไทยตั้งอยู่
โดยปกติ ภายในจะมีแอร์โอสเตสหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราอยู่สองคน คนนึงเป็นคนรับเงิน อีกคนเป็นคนคีบขนมมาจัดใส่กล่อง
กล่องที่ว่านี้เป็นกล่องกระดาษสีม่วงๆ คิดว่าคงเหมือนๆกับที่เสิรฟบนเครื่อง
จริงๆก็ซื้อขนมของร้านนี้มากินหลายหนแล้ว แต่เพิ่งจะสังเกตอะไรบางอย่างเมื่อเช้า
คือด้านในของกล่อง จะมีเส้นบรรทัดและมีกรอบเล็กๆทางมุมขวาบนของฝากล่อง
มันคือโปสการ์ดนั่นเอง
เข้าใจว่าคนที่ออกแบบกล่องนี้ ต้องการให้คนกินตัดฝากล่อง ไปส่งเป็นโปสการ์ดให้กับคนที่คุณรัก
ประมาณว่า "กรูได้กิน puff & pie ของสายการบินไทยแล้วนะโว้ย เก๋ป่าว"
ความคิดครีเอทสุดจะบรรยาย โชคดีที่ยังไม่ต้องตัดฝากล่องเอาไปชิงโชค ลุ้นล้านกะการบินไทย
ด้านล่างมีข้อความตัวเท่ามด เขียนว่า ฝ่ายบริการ อะไรสักอย่าง แล้วเขียนที่อยู่ไว้ว่า อาคารรักคุณเท่าฟ้า ดอนเมือง กรุงเทพฯ
สงสัยจังว่าใครเป็นคนคิดชื่อ "ดอนเมือง" แต่น่าจะมาจากที่ว่า บริเวณนี้คงเป็นส่วนที่อยู่สูงที่สุดของเมือง
ถ้าอย่างนั้น แถวบ้านผมน่าจะได้ชื่อว่า "ลุ่มเมือง" เพราะฝนตกหนักๆทีไร น้ำท่วมทุกที แถมยังไม่มีใครหน้าไหนมายกระดับความเจริญให้พ้นน้ำสักที
อีกอย่าง เมื่อวานมีตลาดนัดวันสงกรานต์ที่คณะ มีของกินนิดหน่อย
มีเจ้านึงเขียนว่า "ไส้กรอกอีสาน เจ้าเก่าดอนเมือง" ขายไส้กรอกที่ดูไม่เหมือนไส้กรอก น่าจะเรียกว่าลูกปิงปองมากกว่า
แม้ว่าผมไม่ค่อยเข้าใจว่าอาหารพื้นบ้านย่านตะวันออกเฉียงเหนือ จะไปเกี่ยวอะไรกับดอนเมือง คงเพราะว่าแถวนั้นขายเยอะมั้ง แต่ผมก็ถามไปว่าอันละเท่าไหร่
คนขาย (ที่ดูไม่เต็มใจจะขาย) บอกว่า สามลูกยี่สิบ
แม่เจ้า ไส้กรอกอีสานแถวดอนเมืองนี่มันจะโกอินเตอร์ตามเครื่องบินแถวนั้นไปหรือไงวะ ขายแม่งแพงเชียว
แต่กรูก็เจือกซื้อมา เค็มชิบเป๋ง ไตกรูจะพังมั้ยเนี่ย
|
|
|