Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    April 30

    ความสุขที่คุณดื่มได้

    ** คำเตือน ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรอ่าน blog วันนี้ ** 
     
     
     
     
     
    อาจฟังดูน้ำเน่า แต่ผมยังจำรสชาติขมๆของเบียร์ที่เข้าปากผมครั้งแรกเมื่อตอน ม.3 ได้ดี
     
    และที่จำได้ดียิ่งว่า คืออาการเมาหัวทิ่มที่เล่นเอาหลับไปหลายชั่วโมงแบบไม่รู้เรื่อง
     
    ตั้งแต่นั้น ของเหลวสีทองฟองฟู่ เลยกลายเป็นเพื่อนรู้ใจยามเหงาของผมตลอดมา
     
    ตอน ม.ปลาย เฮไหนเฮนั่น ปีใหม่ไหนก็ต้องเห็นไอ้ตี๋ถือขวดเบียร์สามสี่ขวดมาเลี้ยงเพื่อนฝูงที่ไม่มีใครกินเบียร์
     
    และสุดท้ายก็เลยต้องกินเองหมด
     
     
     
    หลังจากที่กินเสียจนอาการตับกำเริบ (จริงๆเป็นเพราะตับอักเสบบี) ก็ถูกแบนไปหลายปี
     
    จนกระทั่งวันนี้แหละ (ก็ไม่เชิงนะ แต่ก็จิบๆมานาน) ที่เพื่อนคนนี้จะกลับมาอีกครา
     
     
    "ความเหงาฆ่าคนได้ โดยผ่านทางแอลกอฮอลล์" เป็นวลีที่ผมชอบมาก
     
    เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่ผสานเอาความสุขและความเศร้าไว้ได้ลงตัวเป๊ะๆ
     
    บางครั้งเวลาที่เหงาๆ ใจมันก็ไม่ต้องการอย่างอื่น ต้องการแค่สารกล่อมสติสัมปชัญญะ
     
    ที่มันทิ่มทรมานใจ ให้เลือนหายไปชั่วครู่ยาม
     
    และให้หัวโล่งๆ ไม่ต้องมีตรรกะมากมายมาให้คิดถึง
     
    มันคือ "ความสุขที่คุณดื่มได้" อย่างที่เบียร์ยี่ห้อนึงเสนอสโลแกนแทงใจคอเบียร์ทั่วโลกมาแล้ว
     
    อย่างแท้จริง
     
     
    หลังจากหนึ่งเดือนของการอยู่คนเดียว และความล้มเหลวสามหนในการกินข้าวเย็นกับบุคคลที่สอง
     
    ผมตัดใจ และตัดสินใจ ที่จะกินคนเดียว เหมือนเคย
     
    แล้วเดินไปร้านสะดวกซื้อ ซื้อเบียร์สักกระป๋อง แล้วดื่มมัน
     
    ดื่มมันไป
     
    ในความสุขที่ผมดื่มได้ ในความเหงา ความเดียวดาย ที่ผมดื่มได้
     
    จนหมดกระป๋อง
    April 24

    พาตัวเองไปเดินเล่น ตอนที่ 2 : เขตวังหน้าและท่าพระอาทิตย์

    เมื่อวันอาทิตย์ก็ไปถ่ายรูปมาอีกแล้ว เที่ยวนี้เป้าหมายคือตั้งแต่ท่าพระจันทร์ที่คราวก่อนไม่ได้ไป
     
    แถวนั้นค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องพระเครื่องอยู่ บวกกับกระแสองค์จตุคามฯ เลยทำให้ทางเดินเต็มไปด้วยเซียนพระมากมาย
     
    จนผมต้องระเห็จมาเดินบนถนน จะโดนรถเฉี่ยวตายก่อนได้ถ่ายรูปมั้ยเนี่ย
     
    สุดท้ายก็มาถึงธรรมศาสตร์ ผมเซ็ตกล้องแล้วก็เริ่มถ่ายเลย เพราะแสงดีมากๆ
     
    แต่ว่านอกจากตึกโดม ก็ไม่มีอะไรจะให้ถ่ายเท่าไหร่ ผมเลยเดินออกไปทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
     
     
    แต่ก่อนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นวังหน้า หรือวังบรมสถานพิมุก เป็นที่พักของพระมหาอุปราชในแต่ละรัชสมัย
     
    จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 5 จึงได้เปลี่ยนเป็นมิวเซียม
     
    ผมจ่าย 20 บาท แล้วจึงเข้าไปชมข้างใน แย่หน่อยที่ห้ามถ่ายรูปภายในทั้งหมด
     
    ข้างในจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์
     
    ผู้ชมก็จะเดินไปตาม timeline ซึ่งจัดไว้ให้ตามห้องต่างๆ
     
    ผมดูได้จริงๆก็แค่ครึ่งแรกเท่านั้น พอหลังๆผมก็เดินจ้ำๆเลย เพราะมันบ่ายสามกว่าแล้ว เดี๋ยวข้างนอกปิด อดถ่ายรูป
     
    สำหรับวังอื่นๆก็มีชื่อเรียกต่างๆไป ผมก็ถ่ายรูปมาบ้างเฉพาะข้างนอก แต่ข้างในผมก็ไม่ได้เข้าไปเท่าไหร่
     
    น่าเสียดายที่ความเก่าทรุดโทรมของวังปรากฏตั้งแต่ภายนอกแล้ว บางตึกก็ไม่ได้รับการบูรณะให้ดี จนไม่ต่างกับอาคารราชการทั่วๆไป
     
    ศิลปวัตถุหลายชิ้นก็ไม่ได้เก็บรักษาไว้ดีเท่าในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติไทย และยังไม่มีภาษาอังกฤษอธิบายด้วย
     
    และดูๆไป ก็มีคนไทยไม่กี่คนหรอกที่เข้ามาดู
     
     
    ผมเดินออกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผ่านโรงละครแห่งชาติและลอดใต้สะพานพระปิ่นเกล้า เพื่อเดินไปยังสวนสันติชัยปราการ
     
    ซึ่งเปิดใช่เมื่อปี 2542 โดยได้พระราชทานนาม ซึ่งหมายความว่า สวนอันเป็นที่ระลึกของชัยชนะแห่งสันติภาพ
     
    พื้นที่ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ก็เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีการดูแลค่อนข้างดี
     
    ผมถ่ายภาพป้อมพระสุเมรุไว้หลายมุม ป้อมนี้เป็นหนึ่งในสองป้อมที่ยังเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ นอกจากป้อมมหากาฬที่อยู่ตรงผ่านฟ้า
     
    ผมนั่งพักให้เหงื่อระเหยพักหนึ่ง ร้านดอยคำตรงนั้นขายแต่น้ำผลไม้ แต่ดันไม่ขายโค้ก กำจริงๆ ตอนอยากกินเสือกไม่มีขาย
     
    เท่าที่สังเกต ก็มีผู้คนมีใช้สวนกันพอสมควร ดีที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ไม่งั้นก็คงใช้กันเละ
     
    ผมถ่ายภาพของพระที่นั่งสันติชัยปราการ กับต้นลำพูต้นสุดท้ายในย่านนี้มาด้วย เป็นที่มาชื่อว่าบางลำพู
     
     
    ทีแรกผมว่าจะเดินไปจนถึงบางลำพูจริงๆ แต่ไม่ไหวแล้ว
     
    เลยพักเหนื่อยไปกินมะตะบะโรตี ตรงหัวมุมถนน เออแม่งอร่อยว่ะ ใช้ได้เลย
     
    ก่อนจะนั่งรถเล่น นั่งไปเรื่อยๆจนถึงบางซื่อ แล้วค่อยลงไปนั่งรถใต้ดิน ต่อรถไฟฟ้า แล้วกลับบ้าน
     
    ทั้งผมกับกล้อง หมดแรงพอดี
    April 23

    คนเดียว

    เกือบหนึ่งเดือนแล้วที่เปลี่ยนแนวการใช้ชีวิตของตัวเอง
     
    เพื่อนคนนึงบอกว่า นายต้องพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็เลยพยายามดู
     
    ทำอะไรคนเดียว สะพายกล้องไปถ่ายรูปคนเดียว นั่งเล่นอ่านหนังสือที่ tk park คนเดียว
     
    เหมือนทุกกิริยาอาการในชีวิตจะมี suffix ลงท้ายด้วยคำว่า "คนเดียว"
     
     
    ถามว่าแย่มั้ย มันก็ไม่ถึงกับแย่
     
    แค่ปล่อยให้ใจมันลอยๆไป ไม่คิดอะไรมาก ใจจดจ่ออยู่สิ่งที่ทำ
     
    บางครั้งก็นั่งรถเมล์เจ็ดบาท ไปลงที่ไกลๆ ที่ๆไม่เคยไป
     
    ดูความเวิ้งว้างของพื้นที่ แล้วมองกลับมาดูความว่างเปล่าในใจ
     
    เศร้าจัง ชีวิตมันคงมีสิ่งที่ดีกว่านี้ แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทางนี้
     
     
    บางครั้งคนเราก็ต้องรู้จักหลอกตัวเอง ว่ากำลังมีความสุข
     
     
    กลับมาบ้าน ล้างจาน รีดผ้า แล้วขึ้นไปเล่นคอม
     
    มีความสุขคนเดียว
     
    ในโลกของผม
     
     
     
    ป.ล. ได้ฟัง You don't know me เพลงใหม่ของ Michael Buble เพราะจัง เหมาะกับฟังไปนั่งกินเบียร์ไป อยากให้ฟังกัน แต่ลงไม่เป็น
     
    ป.ล.2 เมื่อวานไปถ่ายรูปที่ มธ. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กับสวนสันติชัยปราการมา ว่างๆจะอัพรูปให้ดูกันอีก
    April 20

    คุ้นเคย เคยคุ้น

    1.

     

    ชายสองคนเดินขึ้นรถไฟฟ้ามาจากคนละสถานี

     

    คนนึงมาจากสถานีอารีย์ อีกคนขึ้นมาจากสถานีสยาม

     

    คนนึงแต่งชุดพนักงานบริษัทเต็มยศ อีกคนใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ปอนๆ

     

    อาจจะไม่มีใครสังเกต แต่สองคนนี้มองอีกฝ่าย แล้วคิดคล้ายๆกัน

     

    คนๆนี้หน้าคุ้นๆ หรือจะเป็นเพื่อนสมัยประถม หรือสมัยม.ต้น หรือม.ปลาย

     

    เพียงแต่จำไม่ได้ เพราะเค้าหน้าเปลี่ยน เพราะไม่น่าทำงานที่นี่ เพราะไม่น่า...

     

    จำเราได้

     

    ถึงสถานีอ่อนนุช สองคนเดินออกจากคนละประตู

     

    แยกย้ายกันเดินลงจากสถานีโดยบันไดคนละด้าน

     

    และหายไปในหมู่คน

     

     

    2.

     

    ใต้แสงไฟเสียสายตา ในบาร์เหล้าย่านทองหล่อ

     

    หนึ่งชายและหนึ่งหญิง นั่งตรงข้ามกัน แต่คนละด้านของร้าน

     

    มือขวาถือมือถือ มือซ้ายกำแก้วเครื่องดื่ม

     

    อาจจะไม่มีใครสังเกต แต่สองคนนี้มองอีกฝ่าย แล้วคิดคล้ายๆกัน

     

    คนๆนี้หน้าคุ้นๆ หรือจะเป็นคนรักเก่าสมัยม.ปลาย หรือสมัยมหาลัย หรือสมัยเพิ่งทำงาน

     

    เพียงแต่จำไม่ได้ เพราะแสงไฟสลัว เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนดื่ม เพราะอีกฝ่ายน่าจะ...

     

    ลืมไปแล้ว

     

    ตีสอง ร้านรวงปิด แสงไฟดับลง ต่างฝ่ายต่างขับรถของตัวเองออกไป

     

    และหายไปในความมืด

     

     

    3.

     

    จากคนคุ้นเคย กลายเป็นคนเคยคุ้น

     

    เป็นเหมือนสัจธรรมที่ผมพบเห็นได้ทุกที่ ในสายตาของคน

     

    เวลาไหลเอื่อยเอื่อย แต่รุนแรงพอที่จะกัดกร่อนความทรงจำ

     

    อันมีค่า ให้กลายเป็นเพียงก้อนกรวดตะกอนก้นแม่น้ำ

     

    ที่รื้อขึ้นมาก็ไม่มีความหมาย

     

    สุดท้าย เราก็ถูกกลืนกินไปในฝูงชน เหมือนคนเดินสวนกัน

     

    ผ่านมา ผ่านไป วูบเดียว ไม่ช้าก็เร็ว

     

    เมื่อหันหลังกลับมา ก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

     

     

     

    สถานีปลายทาง ทุกคนก็เดินออกไป

     

    ตีสอง งานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนก็เดินออกไป

     

    ...หายไป ในความเคยคุ้น เท่านั้นเอง

     

    April 18

    กลิ่นโรงพยาบาล

    สัปดาห์ก่อนที่จะเป็นช่วงสงกรานต์ ผมเข้าออกโรงพยาบาลเหมือนเป็นที่ทำงานแห่งใหม่
     
    ครั้งหนึ่งไปหาหมอที่โรงบาลกรุงเทพ เพื่อไปเช็คตับ
     
    สองวันถัดมา ก็ไปหาหมอที่โรงบาลรามา เพื่อไปเช็คสภาพจิต
     
    โดนเจาะเลือดทั้งสองหน โชคร้ายที่โดนจิ้มเข้าที่แขนข้างเดียวกันอีกต่างหาก
     
    ดีไม่ซ้ำรอยเดิม
     
     
    ความดันผมขึ้น ขึ้นเป็น 160/90 คุณพยาบาลบอกว่าค่อนข้างสูงนะคะ
     
    ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะปกติก็ไม่ค่อยสูงขนาดนี้
     
    แถมไขมันกับคอเลสเตอรอลในเลือดก็สูงด้วย
     
    หมอบอกว่าให้ออกกำลังกาย กับพยายามเลิกบุหรี่
     
    ผมพยักหน้าหงึกๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้สักอย่างหรือเปล่า
     
    สภาพ bipolar disorder ของผมก็แย่ลงไปอีก หมอให้ผมกินยาเพิ่มเป็นสองเท่า
     
    ยาที่ว่านี้เป็นยาระงับอารมณ์ ทำให้ผมอยู่นิ่งๆมากขึ้น
     
    ผลคือ สัปดาห์ต่อมา ผมไม่อยากทำอะไรเลย นอกจากนั่งอยู่เฉยๆ นิ่งๆ
     
    และรู้สึกอยากบุหรี่
     
     
    ผมยังคงใช้ชีวิตเน่าๆต่อไป ดื่มบาคาร์ดี้ สูบบุหรี่ และแด๊กจั๊งก์ฟู้ด
     
    เพราะไม่รู้ว่าจะทำตัวให้ดูดีไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร
     
     
    คงจะดีถ้ามีหัวใจที่ชาด้าน จะได้ไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไรมากมาย
     
    คงจะดีถ้ามีผิวหนังที่แข็งกระด้าง จะได้ไม่เจ็บไม่ปวดทรมาน
     
    คงจะดีถ้ามีสมองพื้นๆ จะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งเฟ้อจนไม่เป็นทำกิน
     
     
    และไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไร ที่ไม่มีวันจะเข้าใจ
     
     
    April 17

    พาตัวเองไปเดินเล่น ตอนที่ 1 วัดพระแก้วกับพระบรมมหาราชวัง

    เมื่ออาทิตย์ก่อน ไม่มีอะไรทำ เลยสะพายกล้องดิจิตอลไปหาที่ถ่ายรูป
     
    ตั้งนานแล้วที่ไม่ได้เข้าไปในวัดพระแก้ว เลยถือโอกาสเข้าไปถ่ายรูปในนั้นซะเลย
     
    ตอนแรกๆเห็นฝนทำท่าจะตั้งเค้า เลยคิดว่าแสงคงไม่ดีเท่าไหร่ แต่โชคดีที่พอนั่งรถไปถึง แดดออกพอดี
     
    แต่แม่ง ร้อนชิบหายอ่ะ
     
     
    วัดพระแก้วในวันนี้ ประมาณ 90% เป็นคนต่างชาติ 5% ที่เหลือเป็นไกด์ และที่เหลือก็คือคนไทยที่เผอิญอยากมาเที่ยว
     
    เซ็ทกล้องเสร็จแล้วก็เดินๆถ่ายรูปไป พยายามเลี่ยงกองทัพนักท่องเที่ยว เลี่ยงวิถีกล้องที่อาจทำให้ตัวเองไปเป็นมลภาวะในรูปถ่ายของพวกเขา
     
    ดังนั้นในภาพที่ผมอัพโหลดให้ดู จึงไม่ค่อยมีสิ่งมีชีวิตสักเท่าไหร่
     
    จริงๆจุดประสงค์ที่ไปถ่าย คืออยากได้ลายรดน้ำปิดทองสวยๆที่อยู่บนบานประตู จะมาทำวอลล์เปเปอร์เครื่องคอม
     
    แต่เอาเข้าจริง เดี๋ยวนี้เขาเอาแผ่นกระจกปิดไว้หมดเลย ถ่ายไปก็มีแต่เงาสะท้อน
     
    เลยถ่ายจิตรกรรมฝาผนังมาแทน ซึ่งกว่าครึ่งก็กำลังอยู่ในการซ่อมแซม
     
    ผมนับถือในความพยายามของทีมศิลปินซ่อมภาพเหล่านี้ ที่พยายามส่งต่อจิตรกรรมชิ้นเอกให้คนรุ่นหลังๆ
     
    แม้งานที่ซ่อมเสร็จแล้ว เรียกว่าสวยเหมือนใหม่ทีเดียว
     
    แต่ต้องบอกว่า คนที่ซ่อมภาพได้รับความสนใจจากคนที่มาเที่ยวมากกว่าภาพที่ซ่อมแล้วเสียอีก
     
    เพราะไม่บ่อยหรอกที่จะได้เห็นการบูรณะงานศิลปะขนาดใหญ่อย่างนี้
     
     
    ภาพที่ไม่ได้ถ่ายมา คือภาพของพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมหลังคา
     
    และด้วยจำนวนคนมหาศาล ผมเลยรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่
     
    แต่นอกนั้นก็ถ่ายมาได้เกือบหมดมั้ง
     
     
    กว่าจะหาทางเข้าพระบรมมหาราชวังได้ ก็เล่นเอาอ้อมไปหลายรอบ
     
    แต่พอมาถึง ก็ต่างกับส่วนวัดพระแก้วอย่างเห็นได้ชัด เพราะแทบไม่มีคนมาเลย
     
    เลยตระเวนถ่ายต่อได้อย่างสบายใจหน่อย
     
    แบตเกือบหมดตอนถ่ายเสร็จพอดี
     
     
    เสร็จแล้วเลยเดินออกไปกินกาแฟร้านแอ๊ว ท่าพระจันทร์ ที่ผมรู้จักมาตั้งแต่เปิดร้านใหม่ๆ
     
    กาแฟราคาสี่สิบ ไม่แพงถ้าคิดค่าแอร์เย็นๆด้วยแล้ว
     
    อยากเดินต่อไปท่าพระจันทร์ แต่ไม่ไหวแล้ว แบตกล้องเหลือน้อยแล้วด้วย เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า
     
    การพาตัวเองไปเดินเล่นของผมเลยจบลงด้วยประการฉะนี้
     
    เฮ้อ
     
     
    ป.ล. ภาพทุกภาพ ผมถ่ายมาด้วยขนาด 1600 x 1200 ส่วน resolution จำไม่ได้ แต่คิดว่าดีพอเอาไปทำ wallpaper ได้
     
    ถ้าอยากได้รูปเต็มๆ ก็ส่งเมล์มาบอกละกัน
     
     
    April 15

    ไฮกุสงกรานต์

    กำแพงสีครีมอ่อน
    ปิดกั้นฉันจากความสำราญ
    ของวันสงกรานต์ภายนอก
     
    จอคอมพิวเตอร์ราบเรียบ
    ไร้ความรู้สึกใดๆ
    จ้องมาที่ตาฉันตลอดเวลา
     
    เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตู
    เสียงเคาะแป้นพิมพ์ดีด
    ที่เฉยชาและเหม่อลอย
     
    อากาศในตอนเช้า
    อิ่มตัวด้วยไอน้ำ
    และเศษความสุขของเมื่อคืน
     
    เหมือนแรงโน้มถ่วงทำให้
    เปลือกตาตกลงมาทุกครั้ง
    ที่ฉันคิดจะทำอะไร
     
    ตัวเลขสับสนวุ่นวาย
    นักวิเคราะห์มองดูมัน
    แล้วสงสัยว่าเขามาทำอะไรที่นี่
     
    โทรศัพท์ที่ไม่มีเสียง
    กล่องสี่เหลี่ยมที่เป็นบื้อใบ้
    พอๆกับเจ้าของในนาม
     
    ขันแล้วขันเล่า, ที่สาด
    น้ำเท่าไรเท่าใด ก็ไม่พอ
    ดับเชื้อไฟของคนเหล่านั้นได้
     
    บุหรี่อีกมวนมอดไหม้
    ชีวิตฉันเหลืออีกเท่าใด
    ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกรา
     
    April 05

    เงินกับความสุข

    ผมยอมรับเลยว่าเป็นคนนึงที่เวลาเครียดหรือรู้สึกซึมเศร้า จะชอบออกไปหาที่ใช้เงิน
     
    จะเข้าข่ายพวก shopaholic แบบที่หนังสือหัวสมัยใหม่นิยมมาใช้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมว่าคำนี้มันแคบเกินกว่าที่นิสัยของผมมันแสดงออกมา
     
    เพราะไม่ใช่แค่สิ่งของที่ผมซื้อ แต่ผมชอบซื้อ--"ความสุข"--ให้ตัวเองมากกว่า
     
     
    ไม่นานมานี้ ก็ได้รับทรัพย์จำนวนหนึ่งจากค่าสอนที่ตัวเองไปช่วยงานเขามาทั้งปี
     
    รวมๆกันได้ประมาณสี่พันห้า สำหรับผมก็ถือว่าเยอะอยู่แหละนะ
     
    เลยเอาไปใช้ซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือ ซื้อเสื้อยืดแนวๆไว้ใส่มาแลปวันเสาร์อาทิตย์ ซื้อกาแฟดีๆมานั่งจิบเล่นตอนเช้า
     
    เอาไปสมัครสมาชิก TK park เอาไปจ่ายค่ายาระงับประสาท และเอามาเปลี่ยนแปลงตัวเอง 
     
    เล่นเอากระเป๋าตังต์พร่องไปเยอะเหมือนกัน
     
    เศษเสี้ยวของการใช้เงินที่ตัวเองหามาได้เอง จบลงด้วยความรู้สึกแบบผู้ใหญ่ตอนต้น
     
    ว่าเงินมันไม่ได้เป็นพระเจ้าหรอก
     
    มันเป็นพ่อของพระเจ้าด้วยซ้ำไป
     
     
    มันซื้อความสุขได้จริงๆ แม้ว่าใครจะเถียงว่า มันคงเป็นความสุขที่ไม่จีรังหรอก แค่ผ่านมาและก็ไป
     
    ใช่...จริง...แต่ผมหลอกตัวเองว่า อะไรที่ทำแล้วมีความสุข ก็ทำไปเถอะ
     
    โดยเฉพาะในสมัยที่ความสุขในชีวิตหาได้ยากยิ่ง
     
    แม้เพียงสิ่งชั่วคราว แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย ผมก็เต็มใจจะคว้ามันไว้
     
     
    หลังจากกลับมาถึงบ้าน ผมก็ล็อคตัวเองไว้กับโลกส่วนตัวของผม
     
    กับหนังสือจำนวนหนึ่งที่ซื้อมาเพื่อแลกความสุขที่ว่านั่น
     
    ผมนอนมองเพดาน นึกถึงตอนเด็กๆ ที่แบมือของเงินพ่อแม่อย่างเดียว
     
    มันเป็นชีวิตที่ดีนะ ไม่ต้องคิดอะไรเลย ง่ายๆสบายๆ
     
     
    ผมหยิบมือถือขึ้นมาดู -- มันเงียบสนิท -- ไม่มีใครโทรเข้ามา
     
    ตอนนั้นเองที่ผมนึกอะไรขึ้นมาได้
     
     
    เราไม่ได้เศร้า เพราะไม่มีเงินใช้ซื้อความสุขหรอก
     
    ที่เราเศร้า เพราะความสุขบางอย่าง -- เงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ --
     
     
     
    ป.ล. ช่วงนี้กำลังเหนื่อยสมองและหัวใจจาก thesis proposal
     
    อยากจะทำงานกะดึกได้เหมือนแต่ก่อน แต่ตอนนี้มันก็ทำไม่ได้แล้ว
     
    กลับมาบ้าน กำลังวังชามันก็หายไปหมด อยากนอนอย่างเดียว
     
    อยากนอน อยากเที่ยว อยากนอน อยากเที่ยว
     
    == อยากไปให้ไกลจากทุกสิ่ง ==