Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    May 30

    ...เบื่อ

    นั่งทำ proposal จนเกือบเสร็จแล้ว เหลืออีกสิบวันก่อนสอบ
     
    วันนี้ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เก็บรายละเอียดใน powerpoint
     
    รอผล pilot study อีกผลเดียว ถ้า work ก็เป็นอัน ok ถ้าไม่ ก็อีกเรื่อง
     
    เหมือนชีวิตแขวนต่องแต่งอยู่กับปฏิกิริยาทางชีวภาพ ว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิด
     
    แรกๆเวลาผลไม่ได้ ก็มีหัวเสีย หลังๆมันชินเสียแล้ว
     
    มันไม่มีเวลามาเสียอารมณ์ มันต้องรีบแก้ปัญหาต่อ
     
    คิดคนเดียว ทำคนเดียว ซวยก็ซวยไปคนเดียว
     
     
    บางครั้งมันก็เบื่อๆนะ
     
    เบื่อคนที่ทำงาน เบื่อคนที่บ้าน เบื่อสภาพแวดล้อมรอบตัว
     
    เคยคิดว่าถ้าเลือกไม่ต้องข้องแวะกับคนที่ทำให้เราเสียความรู้สึกได้ มันก็คงดี
     
    เผอิญว่ามันเลือกไม่ได้ ทำได้แค่เดินหนีออกมา
     
    ความรู้สึกดีๆเก็บไว้ ความรู้สึกเลวๆทิ้งไป
     
     
    ผมรู้สึกไวต่อสิ่งต่างๆมากเกินไป จนมันกลายเป็นจุดด่างที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต
     
    เพราะเหมือนต้องใช้ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันในการคัดกรองความรู้สึก
     
    บางครั้งที่กรองนั้นก็มีรูรั่ว ความรู้สึกหยาบๆเลยเล็ดรอดเข้ามาได้ เข้ามาทำร้ายเรา
     
    ผมก็กลัวว่าถ้ามันมากๆเข้า ความรู้สึกเหล่านั้นคงทับถมผมจนหายใจไม่ออก
     
     
    ผมว่าเดี๋ยวนี้โลกเราเต็มไปด้วยมลภาวะทางความรู้สึกนะ
     
     
    วงจรชีวิตที่น่าเบื่อของผมก็ยังเดินต่อไป ไม่มีอะไรเปลี่ยน
     
    ความรู้สึกเดิมๆของผมก็ไม่เปลี่ยน
     
    ว่าจะหาสักวันนึง เอาอะไรมาซ่อมที่กรองความรู้สึกเสียหน่อย
     
     
     
    May 22

    ห้อง

    ที่บ้านผมต่อเน็ทของ true มานานแล้ว แต่ผมไม่ค่อยจะได้ใช้สักเท่าไหร่
     
    เพราะแต่ก่อนก็มาทำงานที่มหาลัยทุกวัน จนไม่รู้ว่าที่บ้านมีอะไรใหม่
     
    จะกระทั่งเมื่อ 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ได้อยู่บ้านเต็มๆ เกินหนึ่งวันต่อสัปดาห์ จึงเพิ่งรู้ว่ามี
     
    ลองเล่น ลองฟังเพลงดู เออ ก็หนุกดี
     
    ไปเปิดฟังเพลงเก่าๆที่ไม่ค่อยมีมาให้ฟังกันตามวิทยุ หาโหลดจากไหนก็ไม่ได้
     
    มีของเล่นอันนึง เป็นคล้ายๆโปรแกรม messenger แต่ผมใช้ไม่เป็นเท่าไหร่
     
    เขาให้เราสามารถสร้างห้องจำลองของเราเองได้ เพื่อไป display ให้ชาวบ้านดู
     
    มีรูปแบบห้องให้เลือกดู มีของแต่งห้องให้ไปแปะๆวางๆ โดยจ่ายเป็นแต้มสะสมที่ได้จากกิจกรรมพิเศษ เทือกๆนั้น
     
    เนื่องด้วยความว่างจัด ผมเลยนั่งเล่นอยู่สักพักใหญ่ๆ
     
    ได้ออกมาเป็นบาร์แบบยุโรป (มีถังเบียร์สดด้วยนะ)
     
    มีโต๊ะเก้าอี้และเคาน์เตอร์แบบในหนัง ยังไงยังงั้นเลย
     
    เซฟไว้ แต่ไม่ได้ให้ใครไปดู เพราะเป็นพวกชอบทำอะไรแล้วเก็บไว้ภูมิใจคนเดียว
     
    เท่าที่ผมเห็นแบบอื่นๆที่มีให้เลือก ก็มีทั้งแบบห้องส่วนตัว แบบบ้านริมน้ำ แบบเรือนไทย แบบปราสาทเทพนิยาย
     
    แล้วแต่ระดับจิตใจของแต่ละคน
     
     
    ผมยังคงเก็บความฝันที่จะมีห้องที่ผมแต่งเอง ตามสไตล์คล้ายๆในหนังสือแต่งบ้านหัวสูง
     
    มีผนังสีสันสดใสสว่าง มีโซฟาแบบบุเม็ดโฟมหยุบหยับ และมีภาพเขียนสีเลอะๆที่เข้าใจยากประดับผนัง
     
    เขาว่าห้องในจินตนาการของคนเรา จะสะท้อนบุคลิกของคนๆนั้นออกมา จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
     
    แต่ผมมันเป็นพวกขบถหน่อยๆ ก็อยากได้สีสันอะไรในห้องแห่งชีวิตบ้าง
     
    ที่แน่ๆ ผมคงไม่เอาผนังสีขาวล้วน เพราะดูแล้วเหมือนห้องในแผนกจิตเวชในหนังฆาตกรรม
     
     
    มาคิดดูดีๆ คนเราบางครั้งก็เหมือนมีห้องของตัวเองล้อมรอบตลอดเวลา
     
    บางคนผนังหนาปิดทึบ บางคนผนังกรุกระจก บางคนผนังก็เหมือนทำจากแก้ว--เพราะแตกง่ายเหลือเกิน
     
    แต่อะไรก็ไม่เศร้าไปกว่าการที่เราลืมสร้างประตูให้กับห้องของเราเอง
     
    ห้องผม--ไม่ลืมที่จะสร้างประตู
     
    แต่ผม--ลืมเอากุญแจไขประตูนั้นออกไปข้างนอกเสียเอง
     
     
    May 09

    แววตา

    วันก่อนไปนั่งๆนอนๆอ่านหนังสือที่อุทยานการเรียนรู้ TK park
     
    จริงๆส่วนใหญ่จะไปอ่านการ์ตูน แต่คราวนี้ลองหยิบหนังสืออื่นๆมาอ่านด้วย
     
    ผมได้ไปอ่านชีวประวัติของศิลปินที่ผมชอบมากคนนึง คือวินเซนต์ แวนโกห์ จิตรกรชาวดัตช์
     
    ที่ขึ้นชื่อมากในภาพเขียนที่พลิ้วไหวร้อนแรงด้วยสีสัน แต่เจือความเศร้าหมองเกินบรรยาย
     
     
    ผมไม่ค่อยได้อ่านตัวที่เป็นส่วน text สักเท่าไหร่ เพราะชอบดูภาพมากกว่า
     
    ภาพที่แวนโกห์วาด มีหลายรูปแบบ ทั้งภาพเหมือนของตัวเขาเอง ภาพเหมือนของบุคคลอื่น ภาพนิ่ง และภาพทิวทัศน์
     
    หลายภาพถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่เหนือจริง เหมือนกับว่าโลกที่เขาเห็นและสื่อออกมา สดใสและระเริงไปด้วยแสงไฟ
     
    เหมือนภาพ "ราตรีประดับดาว (The Starry night)" ที่เขาว่สเป็นภาพที่ประมูลได้สูงสุดในโลก
     
    แวนโกห์เคยบรรยายถึงภาพนี้ไว้ว่า “... มองดูดาวครั้งใด มักทำให้ฉันฝันใฝ่ไปเรื่อย...
     
    ฉันมักถามตัวเองเสมอว่า ทำอย่างไรนะ ฉันถึงจะได้เดินทางไปยังจุดขาวพราวพร่างกลางฟ้ามืด อย่างนี้ได้ง่ายๆ"
     
     
     
    อีกภาพที่ผมดูแล้วรู้สึกถึงอารมณ์ คือภาพวาดเหมือนของตัวเขาเอง
     
    แวนโกห์เป็นศิลปินที่วาดภาพเหมือนของเขาเองไว้หลายภาพ แต่ไม่มีภาพไหนเลยที่เหมือนกัน
     
    แค่แววตา ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ที่เป็นจุดเด่น คือแววตาที่แสดงออกถึงความหวาดระแวง และความเศร้า
     
    เหมือนเขาไม่รู้จักตัวเขาเองที่วาดลงไปบนผ้าใบ
     
    แวนโกห์ทำให้ผมกลับมาบ้าน มองในกระจกเพื่อดูว่าแววตาของผมเป็นยังไง
     
     
     
    "ความเศร้าไม่เคยหายไป" เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะตาย สองวันหลังจากเขาออกไปยิงตัวตายในทุ่ง
     
    กับผม มันก็คงเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน