| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
June 26 เรือข้ามฟากช่วงนี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้ข้ามฟากไปศิริราชเท่าไหร่
ทั้งที่ตอนเรียนหนักๆ ผมมักจะปลีกตัวเองไปจากอะไรหลายๆอย่างที่คณะ
แล้วเลือกจะไปหมกตัวอยู่ในหอสมุดแพทย์ศิริราช ตั้งแต่เช้ายันเย็น
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของผมกับเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์หรือท่าช้าง ไปท่าวังหลัง จึงดูห่างๆออกไป
แม้ว่ากรุงเทพฯจะมีสะพานข้ามเจ้าพระยาหลายสะพาน แต่ผมว่าการนั่งเรือข้ามฟาก ก็มีเสน่ห์ของมันอยู่เหมือนกัน
แม้ว่าจะช้าเอื่อยเฉื่อย แต่ลมที่พัดจากแม่น้ำขึ้นสู่ฝั่ง ก็ทำให้รู้สึกเย็นสบาย
และระลอกคลื่นในแม่น้ำ แม้จะไม่สนุกสนานเหมือนในทะเล แต่ก็ทำให้รู้สึกสงบใจ
บางครั้งเวลาเย็นๆ แสงอาทิตย์ก็กระทบวัดพระแก้วระยิบระยับ เป็นภาพที่คลาสสิคทีเดียว
แม้ว่าบรรยากาศจะเป็นใจให้นั่งไปเรื่อยๆ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
เมื่อเรือเทียบท่า ผู้โดยสารจะรีบเร่งกันขึ้นสู่โป๊ะ ประหนึ่งว่าเรือกำลังจะจมในไม่ช้า
จริงๆแล้วคือไม่มีใครอยากจะนั่งเรือข้ามฟากนานๆ แต่อยากให้ถึงฝั่งให้เร็วที่สุด
เกือบทั้งหมดไม่ได้หันมามองเรือข้ามฟากที่ตัวเองเพิ่งนั่งมาด้วยซ้ำ
เพียงแต่รีบก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเดียว ทั้งๆที่ฝั่งก็ไม่ได้ถอยร่นหนีไปไหน
น่าคิดนะ ว่าถ้าเรือข้ามฟากนั้นมีชีวิตจิตใจ มันจะรู้สึกยังไงถ้าทุกคนที่มันพาข้ามฟากฝั่งมา เดินหนีจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามองเลย?
หรือมันเป็นเพียงเส้นทางผ่าน ให้คนเป็นหมื่นเป็นพันก้าวข้ามผ่านพ้นไป
เพียงอาศัย แต่ไม่มีใครอยากผูกพัน
ผมตระหนักได้ว่าบางที และโดยที่ไม่รู้ตัว เราก็คงเป็นเหมือน "คนข้ามฟาก"
พาใครต่อใครไปยังจุดหมายของชีวิตที่ต้องการ
สำหรับผมแล้ว บางครั้ง ค่าโดยสารใดๆก็คงไม่จำเป็นนัก
เพียงแค่หันกลับมามองบ้างในบางครั้ง ไถ่ถามความเป็นไปบ้างสักหน
เท่านั้นก็คงเพียงพอแล้ว
June 13 กิจกรรมทางใจเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมกับครอบครัวได้มีโอกาสไปที่จังหวัดนครปฐม ใกล้ๆเมืองนี่เอง
เลยได้ไปไหว้พระไหว้เจ้ากะเขาบ้าง หลังจากไม่ได้เข้าวัดมานานพอสมควร (ในระดับที่อาจถูกตราหน้าว่าเป็นชาวพุทธที่ไม่ดี)
ไม่รู้ทำไม เข้าไปในเขตวัดแล้วรู้สึกร้อนจัง สงสัยทำบาปกรรมไว้เยอะ 555
วัดแห่งหนึ่งที่ผมเข้าไป เสียงอึกทึกครึกโครมตั้งแต่เอารถเข้าไปจอด
แม่ผมถูกจู่โจมด้วยพนักงานขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าลงจากรถด้วยซ้ำ
ผมกับสมาชิกในครอบครัว ก็เดินเข้าไปกราบไหว้พระตามวิสัยของชาวพุทธทั่วไป
แต่ที่ทำผมรู้สึกแปลกไปจากวัดอื่นนิดหน่อย คือเสียงประกาศป่าวร้องของมัคธายกประจำวัด
ประมาณว่า พยายามชวนเชื่อให้ผู้ที่มาที่วัด ซื้อหาวัตถุมงคลไปเป็นเครื่องบูชาประจำตัว
ใช้วิธีเช่นนักโฆษณาทั่วไป คือพูดไปเรื่อย ว่าคนที่เคยห้อยพระนี้แล้ว จะแคล้วคลาดจากภัย ขนาดรถคว่ำยังไม่ตาย
แล้วก็มีชาวบ้านจำนวนมากแห่กันมาเช่าวัตถุมงคลนั้นราวกับซื้อบัตรคอนเสิร์ตเบิร์ดธงไชย
เป็นชัยชนะอีกครั้งของแวดวงโฆษณา ที่หาญกล้าบุกเข้ามาถึงกำแพงวัด
ใครหลายคนบอกว่ามันเป็นวิธีการทำบุญให้กับวัด เพื่อให้วัดนำเงินมาบูรณะสิ่งก่อสร้างต่างๆ
และยังเป็น "กิจกรรมทางใจ" ของผู้ที่มาเยือนด้วย เพราะต่างก็อิ่มเอมใจที่ได้รับบุญกุศลไปทั่วหน้า
แต่ผมก็ยังรู้สึกทะแม่งๆ คงเป็นเพราะได้กลิ่นเหรียญและธนบัตรมากเกินไปนิดหนึ่ง
บางครั้งก็มีข่าวเกี่ยวกับการยักยอกเงินของวัดไปใช้ส่วนตัวอยู่เรื่อยๆ
ผมคงไม่อยากโทษใครหรอก เพราะกลิ่นของเงินมันหอมหวานเสียจนยากที่ใครจะปฏิเสธ
ด้วยการร้องทุกข์จากระบบทางเดินอาหาร ผมปลีกตัวออกมาซื้อไก่ย่างกับข้าวเหนียวแบบบ้านๆ แต่ราคาไม่ย่อมเยา
แล้วหามุมที่เสียงไปไม่ค่อยถึง แล้วค่อยลงมือกิน
ไม่นานก็มีหมาวัดตัวอ้วนตัวหนึ่งเล็งสายตาวิงวอนมาใส่ผม ตามประสาสุนัขขี้อ้อนทั่วไป
มันท้อง หรือไม่ก็กำลังมีลูกอ่อน กายวิภาคของเต้านมของมันบ่งบอกกับผมอย่างนั้น
ผมเลยให้กระดูกกับหนังที่เหลืออยู่ให้มันกินไป
มันรีบฉวยไปอย่างเร่งรีบ คงเพราะกลัวจะมีตัวอื่นมาแย่งเสียก่อน
"กิจกรรมทางใจ" คงไม่ได้จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ หรือใช้ทุนหนา เพื่อให้ได้วัตถุมาครอง
เห็นมั้ย ของผมใช้แค่สามสิบสี่สิบบาทเอง
June 05 ทำไมถึงไม่แต่งกับงานผมคงดูเป็นคนว่างจัด คนอื่นเลยชอบมาถามว่า ช่วงนี้ไม่มีงานทำเหรอ
งานที่ว่านี้หมายความถึงพวกทำ lab ทำ thesis หรืออะไรแถวๆนั้น
ผมสงสัยว่า ถ้าผมตอบไป คนถามจะเชื่อมั้ยว่าผมทำงานอยู่? ไม่เชื่อหรอก ท่าทางสบายออกอย่างนี้
ส่วนใหญ่ผมจึงไม่ค่อยอยากตอบคำถามนี้เท่าไหร่ ถ้าต้องตอบ ก็ตอบแบบครึ่งๆกลางๆ
ทำนองว่า "ก็กำลังเตรียมของไงครับ" หรือ "ผมรออนุมัติสัตว์ทดลองอยู่น่ะครับ"
แน่นอนว่าเกมยี่สิบคำถามไม่จบง่ายๆเพียงเท่านี้
มักจะมีคำถามต่อมาอีกว่า แล้วทำไมไม่รีบสั่งของ/ขอสัตว์ ซะตั้งแต่ก่อนหน้านี้ล่ะ
ผมจะฉุนกึกเหมือนแอมโมเนียเข้มข้นทันที ไอ้ห่า กรูจะไปรู้เรอะ อยากให้กรูจบเอกในสามปีหรือไง จะได้ทำลายสถิติมหาวิทยาลัย
มีคนนึง (ไม่ขอเอ่ยนาม แต่อายุอานามก็มากแล้ว) เคยตำหนิผมว่าทำไมชอบพูดว่า "เดี๋ยวก่อน"
เพราะเขาเคยถามผมว่า เมื่อไหร่จะสอบ thesis proposal
ผมตอบไปว่า เดี๋ยวก่อนสิครับ ผมยังไม่ได้สอบ qualify เลย (คือมันต้องสอบก่อนจะยื่นขอสอบ proposal ได้)
เขาเคยถามผมว่า นี่ยังไม่เริ่ม lab อีกเหรอ แล้วจะทำอะไร สั่งสารหรือยัง ฯลฯ
ผมตอบไปว่า เดี๋ยวก่อนสิครับ ผมยังไม่ได้ review งานเลย
ท่าทางคนถามจะไม่ค่อยพอใจที่ดูเหมือนผมเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่ง
แต่เขาไม่รู้ว่าผมเรียนโทควบเอก ซึ่งจะมีเวลาทำ thesis 4 ปี หรือมากกว่านั้นอีกสักปีนึง
จะให้ผมรีบไปตายหรือไงกันครับ?
ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้คนเราบ้างานกันเสียจนเห็นเวลาว่างเป็นของแปลกหรืออย่างไร
บางคนจะว่างไม่ได้ ว่างแล้วจะเริ่มโทษตัวเอง ว่าทำไมกรูเป็นคนขี้เกียจอย่างนี้
บางคนมีนิสัยเห็นความว่างไม่ได้ ต้องหาอะไรถมให้เต็ม
บางคนเชื่อว่าเวลามีค่ามากเกินจะปล่อยทิ้งเสียเปล่า ต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
ผมมองว่าการที่เรามีเวลาว่าง มันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชีวิต
เหมือนประโยคหรือบทกลอนที่ต้องมีเว้นวรรค
เหมือนบนเพลงที่ต้องมีจังหวะหยุด ก่อนจะเริ่มต่อไป
ตอนนี้ผมทำ TA อยู่ทุกวัน ยกเว้นวันพุธและเสาร์อาทิตย์
วันจันทร์กับพฤหัสบ่าย มีทำ lab และงานอื่นๆ
และผมยังไม่อยากเป็นคนบ้างาน
|
|
|