| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
June 25 ฉันอยู่คนเดียว...ได้...ใครเขาก็คงรู้
ฉันมันดูไม่ใส่ใจ ไม่ชอบจริงจังกับใคร อยากตามใจตัวฉันเอง ไม่เหงา ไม่อยากซึม ถึงคนเดียวก็อยู่ได้ ฉันบ้าทำงานจะตาย แบ่งเวลาไปให้ใคร...คงไม่พอ แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ถ้าได้ดูหนังรักดีๆ พอถึงฉากบอกรักกันทุกที ฉันต้อง...ร้องไห้ น้ำตาก็ไหล ไม่เข้าใจสักที จะมัวมาซึ้งอะไร มาเศร้าทำไมหนอเรา หรือใจดวงนี้ ยังต้องการรักใคร ที่แท้ส่วนลึกในใจ มันเหงา...เหลือเกิน ตบตาคนอื่นไป ลึกในใจมันสุดเหงา ที่บ้าทำงานจนเช้า เพื่อคลายเหงา...เท่านั้นเอง ไปไหนก็อมทุกข์ เที่ยวคนเดียวสนุกตาย ท้องฟ้ามันงามแค่ไหน แต่ไม่มีคนรู้ใจมาร่วมมอง พอมานั่งดูหนังคนเดียว ถ้าได้เจอหนังรักดีๆ พอถึงฉากบอกรักกันทุกที ฉันก็...ร้องไห้ ฉันอยู่คนเดียวได้ -- ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ June 21 ในแต่ละเช้าผมรู้สึกว่าการมีชีวิตในแต่ละวันนั้น คล้ายๆกับการขี่จักรยาน
คือมันจะฝืดที่สุด ตอนที่เริ่มต้นจะขี่
แต่ละเช้าของผมก็คล้ายอย่างนั้น มันเริ่มต้นได้ไม่เคยสดใส
บ่อยครั้งที่สายตาของผมมองเพดานสีขาวว่างเปล่า แล้วนึกถามตัวเองว่ามาทำอะไรที่นี่
และกว่าจะลุกขึ้นจากที่นอนได้ ก็ใช้เวลานานขึ้นเรื่อยๆ
เหมือนมันมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ดึงผมให้จมไปกับมัน
การตื่นตีห้าทุกวันนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่จะให้นอนเร็วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน กว่าจะกลับบ้านก็สี่ทุ่มไปแล้ว
บางคืนก็นอนแค่สองสามชั่วโมง ความฝันของผมช่างมีอายุขัยสั้นเหลือเกิน
กลางคืนที่ว่างเปล่า เช้าตื่นขึ้นมาจึงเหือดแห้ง
และมีสภาพไม่ต่างจากหุ่นกระป๋อง
ที่คนเขาทิ้งแล้ว
แล้วเช้าอีกวันก็ผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป
เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่ผมชินชากับสิ่งนี้
ยอมรับ ว่าบางครั้งก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย
June 11 ให้รางวัลกับบางวันของชีวิตสอบ thesis proposal เสร็จแล้วค้าบบบบ!!
สองเดือนแห่งการนั่งอ่านเปเปอร์บ้าบอคอแตก และการพิมพ์ภาษาอังกฤษที่น่าเบื่อหน่าย
และแลป pilot study ที่ดูจะมีจุดอ่อนเต็มไปหมด
บรรลุผลโดยเครื่องหมายถูกหน้าช่อง "ผ่าน" ในใบรายงานผลสอบ
ดีใจ แม้ว่ามีงานบางส่วนต้องแก้ไข ก็เอาน่ะ
เนื่องจากในวันต่อมา ต้องมาทำ lab ต่อแต่เช้า
หลังจากสอบเสร็จ ผมเลยพาตัวเองไปหาความสนุกสนานแบบง่ายๆ
โดยการดูหนัง และการกินข้าว และการเดินสยาม
หนุกดี แฮปปี้ดี
ขนาดดูหนังเรื่องพลอย ยังว่าสนุก คิดดูละกัน
สำหรับผมแล้ว กฏแรกของการใช้ชีวิต คือการให้รางวัลกับบางวันของชีวิต
(อีกแล้ว...มันเป็นสโลแกนมาจากเครื่องดื่มมีแอลกอฮอลล์)
นืดๆหน่อยๆพอประมาณ ให้กับตัวเอง
เก็บเกี่ยวเอาสิ่งที่เราควรจะได้จากการทำงานอย่างลำบาก
มาใช้ปลอบใจตัวเองเวลาต้องเจอเรื่องหนักๆข้างหน้า
วิธีนี้มีที่มาจากการไม่ตอบสนองใดๆของคนที่บ้าน เวลาที่ผมได้เอช้วน
ผมเลยไม่คาดหวังอะไรกับตรงนั้น มาคาดหวังกับตัวเองดีกว่า
"ถ้าเที่ยวนี้ได้เกรดสวยๆ ไปกินร้านนั้นดีกว่า" อะไรทำนองนี้
แต่สงสัยจะให้รางวัลมากไป เลยอ้วนเอาๆ
วันนี้ขอหนึ่งวัน ที่ได้รักตัวเอง ได้ให้อะไรกับตัวเอง
คิดอย่างนี้ได้บ่อยๆ ก็คงดีล่ะนะ
June 06 ใกล้เคยได้ยินเรื่องของ "Hedgehog's dilemma" มั้ย?
มันเป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่กล่าวว่า ยิ่งคนสองคนอยู่ใกล้กันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายมากเท่านั้น
เรื่องนี้มันมีที่มาจากเรื่องเล่าที่ว่า เม่นจำนวนหนึ่งต้องการที่จะอยู่รวมกันเพื่อให้กลุ่มของมันอบอุ่น
แต่ยิ่งรวมกันเท่าไหร่ หนามบนตัวมันก็ยิ่งทิ่มเข้าไปในอีกตัว
จนสุดท้าย พวกมันต้องยอมหนาว เพื่อให้ไม่ต้องเจ็บตัวจากหนามของตัวอื่นๆ
ผมนั่งนึกๆดูว่า ในชีวิตนี้ผมเคยได้สัมผัสหนามของคนมาเท่าไหร่บ้าง
จริงๆแล้วก็ไม่ได้มากมายนัก คงเพราะผมหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้คนมากเกินไป
ความใกล้ เป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นกับมันนัก
สัมผัสของเนื้อหนังที่มีชีวิต ความอุ่นของฝ่ามือ และเสียงชีพจรที่ออกมาจากช่องอก
นอกจากของผมเองแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกจากใครเท่าไหร่
แต่แปลกที่ยิ่งผมเลี่ยงจากหนามเหล่านั้นเท่าไหร่ บางครั้งผมกลับหวาดกลัวมัน มากขึ้น มากขึ้น
กลัวที่ต้องอยู่กับใครสักคน ทั้งๆที่ต้องการที่จะอยู่กับใครสักคน
หนามบนใจของผมเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ผมปลีกตัวเองจากสังคมโดยรอบมากขึ้นเรื่อยๆ
ความใกล้ก็ดูเหมือนจะไกลออกไปเรื่อยๆ
เหมือนภาพลวงตา ของที่ใกล้เข้ามา แต่กลับไกลออกไป
ป.ล. แท้จริงแล้ว เม่นเป็นสัตว์ที่อยู่กันเป็นกลุ่ม
และเวลาที่มันหลับ มันจะหลับด้วยกันโดยลู่หนามบนตัวให้แนบไปกับหลัง
เว้นแต่เวลามันถูกรบกวน มันจึงจะชูหนามนั่นขึ้น
June 01 เหนื่อยพอหรือยัง?ผมเกลียดวันศุกร์
ตรงข้ามกับความคิดหลายๆคน ที่วันศุกร์คงเป็นวันที่สุข เพราะจะได้หยุดไปอีกสองวัน
แต่ของผม วันศุกร์มันออกจะทรมาน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทนกับอะไรหลายๆอย่างมาทั้งสัปดาห์
ความล้ามันสะสม เหมือนคนวิ่งมาไกลๆที่แผ่วปลายลงเรื่อยๆ
จนมันไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉยๆ
และเสาร์อาทิตย์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หยุดสักเท่าไหร่ สิ่งที่สะสมอยู่ ก็ยังสะสมอยู่ตรงนั้น
บางครั้งก็นั่งถามตัวเองว่า นี่เรามาไกลเกินไปหรือเปล่า
สิ่งที่เราทำอยู่ มันกำลังกัดกินชีวิตเราลงไปเรื่อยๆใช่มั้ย
เราเหนื่อยกันมาพอหรือยัง?
เคยนั่งคุยกับเพื่อนว่า บางที ถ้าเราเลือกทางชีวิตอีกทางหนึ่ง
ทางที่เราไม่ประมาทใจตัวเองมากเกินไป
เรา -- อาจจะ -- มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้
อย่างน้อยๆก็อาจไม่ต้องนั่งเหงาอย่างนี้ คงมีเพื่อนมากกว่านี้ มีคนที่รักเรามากกว่านี้
พูดอย่างนั้นแล้วก็ถอนหายใจ
เราเหนื่อยขนาดที่คิดอย่างนั้นแล้วหรือ
เหมือนรถที่กำลังจะหมดน้ำมัน สนิมเขรอะและผุกร่อน
แรงที่จะเดินต่อ เริ่มจะไม่มี
เหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย
เมื่อไรจะหายไปเสียที
|
|
|