Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    July 29

    หนังสืออ่านนอกเวลา

    ตอนเรียนมัธยม ยังจำได้ว่าในวิชาภาษาไทย อาจารย์จะให้อ่านหนังสืออ่านนอกเวลา เทอมละ 2 เล่ม
     
    ครึ่งเทอมแรกเล่มนึง และครึ่งเทอมหลังก็อีกเล่ม หนึ่งเล่มมักเป็นร้อยแก้ว อีกเล่มเป็นวรรณคดีร้องกรอง
     
    แน่นอนว่าไม่ค่อยมีใครอยากอ่านหรอก ไปอ่านเอาสองวันก่อนสอบ
     
    หนังสืออ่านนอกเวลา จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "หนังสืออ่านไม่มีเวลา" เพราะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ
     
    และพอสอบเสร็จบางคนก็วางทิ้งไปเลย
     
    ผมเป็นพวกเสียดายของครับ เก็บหมดทุกเล่ม ขึ้นหิ้งอย่างดี ก็ไหนๆกรูเสียตังค์ซื้อแล้วนี่หว่า
     
    ลองมาระลึกชาติกันดีมั้ย ว่าเคยอ่านเล่มไหนเหมือนกันบ้าง
     
     
    เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก -- โคตรรรรคลาสสิก แต่คนเขียนบรรยายเก่งมาก เห็นภาพชัดเจน
     
    แมงมุมเพื่อนรัก -- ชาร์ล็อตตและหมูกล้าหาญ ตอนจบเศร้า น้องหมูโดนเชือด เอ๊ย ไม่ใช่ แมงมุมแก่ตาย (ใช่มั้ง)
     
    อยู่กับก๋ง -- เป็นหนึ่งในเรื่องที่ชอบที่สุด คติของก๋งหลายอย่างเป็นคุณธรรมประจำใจผมเลย
     
    นิกกับพิม -- เรื่องนี้อ่านแบบผ่านๆ เลยจำแทบไม่ได้ แต่รู้สึกจะเกี่ยวกับหมาๆ (ใช่ป่าววะ?)
     
    เวนิสวาณิช -- พระราชนิพนธ์ของ ร. 6 ที่ทำให้ผมชอบวรรณกรรมร้อยกรอง อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
     
    ลิลิตนิทราชาคริต -- อาหรับราตรีมากๆเรื่องหนึ่ง อ่านสนุกดี รู้สึกจะเกี่ยวกับพ่อค้าเจ้าสำราญที่ได้โอกาสเปลี่ยนตัวกับสุลต่าน
     
    กามนิต-วาสิฏฐี -- โรแมนติกกันโคตรๆ หวานซึ้งจนลืมไปว่าเรื่องมันสมัยพุทธกาล น่าเสียดายที่ตอนจบดันโดนวัวขวิดตายซะก่อน
     
    รัตนโกสินทร์ -- สองเล่มจบ เลยอ่านกันทั้งเทอม ตัวเอกชื่อ "ฟัก" (ซึ่งมันน่าจะมีชื่อดีกว่านี้ตั้ง ไม่รู้ทำไม) แต่เป็นนิยายที่ดีมากๆ อิงประวัติศาสตร์สมัย ร. 3- ร.4 เสียดายที่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
     
    ลูกอีสาน -- อันนี้ก็อ่านแบบผ่านๆ ไม่ค่อยติดใจอะไร รู้แต่ชีวิตต้องสู้มากๆ
     
    ข้างหลังภาพ -- ซึ่งอีกแล้ว ภาษาที่ใช้เก่าไปหน่อย แต่อ่านแล้วอิ่มเอิบใจ เพื่อนผมดันวิจารณ์ว่า นพพรเป็นพวกชอบคนแก่ หมดอารมณ์สุนทรีเลยกรู
     
    จริงๆก็รู้สึกจะมีอีกหลายเรื่อง แต่ลืมไปแล้ว หรือไม่ก็ทำหายไปไหนก็ไม่รู้
     
    สงสัยนิดหน่อยว่าเดี๋ยวนี้นักเรียนมัธยมอ่านอะไรกันเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา คงไม่ใช่พวก ปราบดา หยุ่น ไม่งั้นเราจะได้เด็กแนวต่อต้านสังคมอีกจำนวนมาก
     
    ถ้าผมเป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา ผมจะให้เด็กอ่านหนังสือของวินทร์ เลียววารินทร์ อย่างพวก "รอยเท้าเล็กๆของเราเอง"  "เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว" หรือ "หนึ่งวันเดียวกัน" หรือหนังสือบางเล่มของพี่จิก ประภาส ชลครานนท์
     
    ไม่ใช่เพราะว่ามันมีคุณค่าสูงส่งในทางวรรณกรรม หรืออ่านแล้วซาบซึ้งในความสละสลวยทางภาษาหรอก
     
    แต่เพราะผมว่าหนังสือพวกนี้ ทำให้ผมอยากอ่านหนังสือเล่มอื่นๆมากขึ้น
     
     
     
    July 19

    เวลาไม่ใช่ค่าคงที่

    เคยสงสัยมั้ยว่า เรานิยามคำว่า "เวลา" กันยังไง
     
    ผมไม่เชื่อว่ามันจะง่ายๆ เพียงแค่การกระดิกของเข็มวินาที หรือการสลับสีขาวดำของตัวเลขดิจิตอล
     
    เพราะนาฬิกาเป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่ไม่ใช่เวลา
     
    กระนั้น เราหลายคน (รวมทั้งผม) ก็รู้สึกกระวนกระวายไม่น้อย หากไม่มีนาฬิกาให้ดู เพราะเราจะไม่รู้ถึงเวลาที่เรามีอยู่
     
    หนึ่งในคำพูดติดปากที่คนนึงใช้ในการบอกเลิก คือ เราไม่มีเวลาให้กัน
     
    ฟังแล้วตลกนะ ผมว่า เพราะเรามีเวลาเท่ากันแหละ เพียงแต่เราใช้มันไปกับใครหรืออะไรมากกว่า
     
     
    ในความเห็นของผม ผมออกจะเห็นด้วยกับฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับนึง ที่เคยได้เมื่อหลายเดือนก่อน
     
    เขาว่า "เวลา" คือผลต่างของจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด โดยมีความรู้สึกเป็นตัวแปร
     
    ดังนั้น เวลาจึงไม่ใช่ค่าคงที่เหมือนในการคำนวณทางฟิสิกส์ แต่ขึ้นกับความรู้สึกที่ทำให้มันสั้นหรือยาว
     
    คิดง่ายๆ หนึ่งวันของคุณ คุณว่าแต่ละวันมันเท่ากันมั้ย?
     
    บางคนก็บอกว่า วันนี้ผ่านไปเร็ว บางคนก็บอกว่า วันนี้ผ่านไปช้าเหลือเกิน
     
    มันเป็นเพราะความรู้สึกที่เราใส่ลงไปในช่วงของเวลาในแต่ละวัน ใช่มั้ยล่ะ?
     
     
    ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีความคิดว่า เราน่าจะใส่ความรู้สึกลงไปในช่วงของเวลาที่เรามีอยู่
     
    โดยเฉพาะ หากมันเป็นเวลาที่เราใช้ไปร่วมกัน
     
    ความสัมพันธ์นั้นคงจะมี "เวลา" ที่ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ในความรู้สึกและความผูกพัน
     
    เริ่มจาก 1 วินาที
     
    มันอาจยาวออกไปเป็น 1 ชั่วชีวิตก็ได้
     
    July 10

    โต๊ะ 53

    ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดคำว่า "อาจารย์ใหญ่" เพื่อเป็นคำนามแทนผู้ที่อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาทางกายวิภาคศาสตร์เป็นคนแรก
     
    แต่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ใช้คำๆนี้
     
    และเชื่อเหลือเกินว่า คงไม่มีประเทศไหน ที่จะให้ความเคารพแด่อาจารย์ใหญ่เหมือนในประเทศไทย
     
     
    เมื่อวันที่ 9 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานทำบุญอาจารย์ใหญ่ ของทางภาควิชากายวิภาคศาสตร์
     
    เนื่องจากผมต้องมีส่วนในการศึกษา (และอาจจะการสอน) วิชา gross anatomy ในปีนี้ อาจารย์จึงให้ผมเข้าร่วมด้วย
     
    การทำบุญที่ว่านี้ จะทำก่อนที่จะเริ่มเรียน gross เพื่อเป็นการอุทิศผลบุญกุศลให้กับอาจารย์ใหญ่ทุกๆท่าน
     
    โดยที่ญาติของอาจารย์ใหญ่ จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย ซึ่งรวมๆแล้วก็แทบทะลักห้องบรรยายใหญ่
     
    หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทางสงฆ์ต่างๆแล้ว ก็จะเชิญญาติอาจารย์ใหญ่แต่ละโต๊ะ ไปยังห้อง lab gross
     
    เพื่อ "พบหน้า" กับผู้อุทิศร่างกาย เป็นครั้งสุดท้าย
     
     
    lab gross ของภาควิชาผมเป็นห้องใหญ่ คิดว่าใหญ่กว่าสนามบาสฯขนาดมาตรฐานนิดหน่อย
     
    ปีนี้ทางภาคฯ ติดแอร์และเพิ่มแสงสว่างให้กับห้องด้วย ทำให้น่าทำ lab ขึ้นเยอะ
     
    ผมพาคุณน้าซึ่งเป็นภรรยาของอาจารย์ใหญ่โต๊ะหมายเลข 53 ซึ่งเป็นโต๊ะของกลุ่มผม ไปพบอาจารย์ใหญ่
     
    ซึ่งใช้เวลาหาค่อนข้างนาน แม้จะรู้เลขที่ แต่การหาร่างหนึ่งร่างในบรรดาเกือบหกสิบร่าง ก็ใช้เวลาไปพอควร
     
    อาจารย์ร่างค่อนข้างใหญ่ตามกายวิภาคของชาวต่างชาติ แขนขาและอวัยวะต่างๆดูจะสมบูรณ์ดี
     
    ผมเปิดผ้าคลุมพลาสติกสีเขียวออกช้าๆจากครึ่งด้านบน เพื่อให้คุณน้าได้พบกับใบหน้าของผู้ล่วงลับ
     
    และก็เช่นเดียวกับโต๊ะอื่นๆ คุณน้าคงจะอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย ผมเองก็อดเศร้าใจไปด้วยไม่ได้
     
     
    หลังจากส่งคุณน้ากลับ ผมยังคงต้องช่วยดูแลญาติอาจารย์ใหญ่โต๊ะอื่นๆ ที่นักศึกษาไม่ได้มารับด้วยตัวเอง
     
    บางโต๊ะก็เรียกว่าขนมาหมดทั้งบ้าน ญาติของอาจารย์ใหญ่บางคนก็ขอให้ผมเก็บฟันของอาจารย์ใหญ่ไว้ให้ด้วย
     
    ผมเองก็ตกลง แต่ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้เจอนักศึกษาเจ้าของโต๊ะหรือเปล่า
     
    กว่าจะเรียบร้อย ก็เล่นเอาบ่ายสองกว่าๆ
     
     
    สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะล่องลอยจากร่างของอาจารย์ใหญ่ มาสู่ในใจผม คงจะเป็นเจตนารมณ์ของการเป็นผู้ให้
     
    สิ่งนั้นกระตุ้นให้ผมตั้งใจเรียนรู้ประติมากรรมที่เลิศเลอยิ่งของธรรมชาติ
     
    มิใช่เพียงแค่ผิวเผินอย่างที่คิดตอนแรก แต่คงลึกลงไปไม่สิ้นสุด
     
     
    July 06

    ดาวหาง

    เคยอ่านการ์ตูนสั้นเรื่อง "ดาวหาง" ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร หรือเปล่าครับ
     
    ที่เป็นตอนนึงในชุด hesheit ที่ลงใน a day แล้วเอามารวมเล่ม แต่จำไม่ได้ว่าอยู่เล่มไหน
     
    เรื่องมันออกจะคล้ายๆนิทานสำหรับเด็ก แต่มันแฝงแง่คิดอะไรบางอย่างที่อ่านแล้วก็...ซึ้งดีเหมือนกัน
     
     
    ตัวละครหลักของเรื่อง คือเด็กผู้หญิงที่เป็นดาวหาง เธอพุ่งไปเรื่อยๆในอวกาศ
     
    และเพราะเธอพุ่งไปอย่างเร็วมาก บรรดาจานบินหรือดาวเทียมต่างก็กลัวเธอจะชน
     
    เวลาเธอผ่านมา พวกเขาก็พูดเพียง "สวัสดี" แล้วก็รีบหลบหายไป
     
    เด็กหญิงดาวหางรู้สึกท้อแท้ใจอยู่ลึกๆ ที่ทุกคนได้แต่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
     
    แต่ว่าบนโลก มีเด็กชายคนหนึ่งกำลังส่องกล้องดูดาว และเห็นเด็กหญิงดาวหางกำลังโคจรผ่านมา
     
    เด็กชายคนนั้นจึงตะโกนขึ้นไปทักทายเด็กหญิงดาวหาง ทำให้เด็กหญิงดาวหางดีใจมาก
     
    เด็กชายขอให้เด็กหญิงดาวหางอยู่คุยด้วยนานๆ แต่เด็กหญิงบอกว่า ฉันมาเร็วแล้วก็ไปเร็วมากนะ
     
    แต่ว่าอีกสิบปี ฉันจะโคจรกลับมาที่โลกอีก แล้วเราจะได้คุยกันอีกครั้ง
     
    เด็กผู้ชายตกลงใจจะรอจนถึงเวลานั้น
     
     
    เวลาผ่านไปสิบปี เด็กหญิงดาวหางกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว และกำลังโคจรกลับมายังโลก
     
    เธอตื่นเต้นมากที่จะได้เจอกับชายบนโลก แต่เพราะมัวแต่ตื่นเต้น เธอจึงเกือบไปชนจานบินลำนึงเข้า
     
    ทำให้วิถีการโคจรของเธอเปลี่ยนไป
     
    ขณะเดียวกัน ชายบนโลกก็กำลังเฝ้ารอดาวหางดวงนั้นอย่างใจจดใจจ่อทางกล้องดูดาว
     
    แต่มีข่าวร้าย...เมื่อทีวีประกาศว่า ดาวหางดวงนึงได้เปลี่ยนเส้นทางโคจร และจะพุ่งเข้าชนโลก
     
    และเพราะมนุษย์เก่งกันเหลือเกิน จึงได้สร้างจรวดขีปนาวุธเพื่อทำลายดวงดาวนั้น จบข่าว
     
     
    ชายหนุ่มตกใจมาก ที่ดาวหางที่เขาเฝ้ารอมาสิบปี กำลังจะถูกจรวดยิงทำลายไม่เหลือ
     
    แต่เขาไม่ยอมแพ้ และรีบปั่นจักรยานออกไปยังฐานยิงจรวด โดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
     
    ขณะที่หญิงสาวในดาวหาง ก็รู้ว่ากำลังจะถูกยิงให้สลายไป เธอจึงเสียใจมากที่จะไม่ได้เจอชายหนุ่มอีก
     
    แต่ทันใดนั้น เธอเห็นชายหนุ่มกระโดดขึ้นมาบนจรวดที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่เธอ
     
    เพียงเพื่อให้ได้เจอเธอ แม้ในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่เขาและเธอจะปะทะกันกลางอากาศ
     
    ประโยคสุดท้ายในเรื่องที่หญิงสาวในดาวหางทิ้งไว้ทั้งน้ำตา คือ
     
    "ฉันเป็นดาวหางที่พุ่งไปอย่างรวดเร็ว
     
    เวลาแต่ละวินาทีไม่เคยมีค่ากับฉัน เพราะฉันแตะต้องมันไม่ได้...
     
    ...จนเมื่อฉันได้เจอเธอ"