| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
July 30 จอมกระบี่เดียวดายฝีเท้าของเขาย่ำลงไปบนพื้นดินว่างเปล่า แม้จะเหมือนมีคนผ่านทางนี้มาแล้ว แต่กลับไร้ซึ่งความทรงจำใดๆ จอมกระบี่เดินทางมานานมากแล้ว เส้นทางของเขารวมไปถึงเขาสูงชัน แม่น้ำเชี่ยวกราก และเมืองที่ร้างลา เขาได้พานพบ และจบลา จากผู้คนมากหน้าหลากตา หากแต่ไม่มีใครกล้าร่วมทางกับจอมกระบี่ ใบหน้าที่ทรุดโทรม นัยน์ตาที่เหนื่อยล้า แต่ขาสองข้างของเขายังเดินต่อไป พร้อมกระบี่คู่ใจ ที่พร้อมจะสังหารศัตรูเบื้องหน้า เพียงเพลงดาบหนึ่งกระบวน จอมกระบี่ย่ำเดินไป ผ่านพื้นดินว่างเปล่า รอยเท้าของเขาลบเลือนเพียงแค่หันมองกลับไป เส้นทางที่ผ่านมาไม่เคยมีความหมายใดๆ ปูมเดินทางเดียวของเขาคือเงาที่ทอดลงบนพื้นทราย จอมกระบี่เคยกลัวไหม จอมกระบี่เคยเหนื่อยล้าไหม จอมกระบี่เคยเหงาไหม จอมกระบี่เคยรักใครไหม เพราะเขามิใช่ปราชญ์ จอมกระบี่ทิ้งคำถามเหล่านี้ไว้กับสายลม ให้มันพัดพาไปหาใครสักคน ใครสักคนที่ตอบได้ดีกว่าเขา แล้วผินหน้าเดินต่อไป จอมกระบี่ยังคงย่ำเดินต่อไป พร้อมกับกระบี่คู่ใจ และจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยมีอยู่จริง July 20 อีกด้านของดวงจันทร์หากผืนผ้าใบสีขาวเป็นลานกว้างทางจินตนาการของจิตรกรแล้ว ท้องฟ้ามืดมิดสีดำก็คงเป็นสนามสร้างสรรค์ของกวีและนักเขียนในแบบเดียวกัน ผมเข้าใจเมื่อเหม่อมองท้องฟ้าไปนานๆ แม้จะดูสงบนิ่ง แต่ก็ทำให้คิดอะไรต่ออะไรไปได้เรื่อยเปื่อย เมื่อคืนก่อน นั่งมอไซค์กลับบ้านตอนเกือบๆสี่ทุ่ม ก็เห็นท้องฟ้าแบบที่เคยเห็น ไปสะดุดที่ดวงจันทร์ที่ถูกเงาของโลกกัดกินหวิ่นแหว่งไปจนเหลือเพียงเสี้ยว ใครว่าความไม่สมบูรณ์นั้นไม่งดงาม ผมเห็นว่าบางครั้งดวงจันทร์ที่เหลือเพียงเสี้ยวนั้น กลับดูสวยกว่าจันทร์เต็มดวงเสียด้วยซ้ำไป เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มไหนสักเล่ม ที่บอกว่า ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารที่แปลกกว่าดวงอื่นๆ ตรงที่เวลาการหมุนรอบตัวเองของมัน ตรงกับเวลาที่มันโคจรรอบโลก ด้วยเหตุนี้ มันจึงหันหน้ากระต่ายตำข้าวของมันเข้าหาเราเสมอ จนมีนักวิทยาศาสตร์ขี้สงสัยบางคน คิดเลยเถิดไปถึงว่า บางทีดวงจันทร์อาจเป็นฐานลับ ของพวกมนุษย์ต่างดาวที่คอยสังเกตการณ์โลก บลาๆๆ คนเรานี่ก็คิดไปได้ไกลเนอะ มองในอีกด้าน เราก็จะรู้ว่าอีกด้านของดวงจันทร์นั้น ไม่เคยหันมาทางโลกเลย แม้จะใกล้เพียงเท่านี้ แต่ก็ไม่มีกล้องดูดาวไหนที่หยั่งรู้ถึงด้านมืดของดวงจันทร์ได้ ต้องส่งยานไปบินรอบ ถึงจะได้ภาพกลับมาชื่นชม ผมคงคล้ายๆคนที่ยืนอยู่ในเงามืดของดวงจันทร์ล่ะมั้ง คุณรู้ว่ามันมีอยู่ แต่คุณไม่เห็นมัน ทำยังไงก็ไม่เห็นมัน และก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะสร้างยานไปโคจรมาหาผมด้วย แต่จะทำยังไงดี ผมกลัวเกินกว่าจะออกมาด้านที่สว่าง จึงได้แต่หลบอยู่ในอีกด้านของพระจันทร์ต่อไป ข้างขึ้นผ่านมา ข้างแรมผ่านไป ด้านสว่างขยายขึ้น ด้านสว่างหดตัวลง แต่ด้านมืดก็ยังมืดเหมือนเดิม คงอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะนานเท่าใด ในเงาของใครบางคน ... ผมก็ยังอยู่ในนั้น เหมือนคนเดินบนดวงจันทร์อีกด้านหนึ่ง July 14 ห้องสมุดวันก่อนเปิดหาภาพใน wiki ไปเจอภาพของห้องสมุดของ British museum รู้สึกชอบ ชอบสถานที่ที่มันสงบๆ แล้วก็มีอะไรให้อ่านให้ค้นมากมาย จำได้ว่าตอนอยู่ ม.5 มีเพื่อนของพี่สาวที่เรียนถาปัด ของ ม.รังสิต จ้างให้พิมพ์ thesis ของเขา เป็น thesis ที่เกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุด ก็เลยเหมือนได้ความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของห้องสมุดมาด้วย แม้แต่ตอน ม.6 ยังเคยโดดเรียนพิเศษมาอ่านหนังสือที่หอกลางฯของจุฬาฯ เพราะรู้สึกว่าการไปนั่งฟังอะไรอย่างนั้น มันน่าเบื่อเกินไป ปัจจุบันผมก็ยังชอบอยู่ในห้องสมุด แม้ว่าจะน้อยลงไปก็ตาม บ่อยๆ ด้วยความที่เหมือนตัวเองอยู่กับห้องสมุดมาพอควร ลองนั่งๆคิดถึงห้องสมุดในโลกของตัวเอง หากอะไรๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แปรรูปเป็นหนังสือได้ จะมีหนังสือสักกี่เล่มกันนะ จะมีภาพตอนเด็กๆอยู่ในหนังสือเล่มไหนบ้าง มีสิ่งที่เคยได้เรียนรู้รวบรวมอยู่ในเล่มอะไร สิ่งที่เพิ่งจะได้รู้มา ก็คงเหมือนหนังสือที่ยังใหม่ ห่อปกใสๆสวยๆ มีหน้าครบ สีสันสวยงามชัดเจน แต่อะไรที่เลยหลังไปนานแล้ว ก็คงมีฝุ่นจับหนา หน้ากระดาษก็คงเหลือง และตัวอักษรคงเลือนลางไปเยอะ และหลายต่อหลายเล่ม ก็คงกลายสภาพเป็นเศษที่หารูปเดิมไม่ได้ กระจัดกระจายตามพื้นห้อง แม้ว่าหนังสืออดีตกับหนังสือจริงๆจะดูคล้ายๆกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดกลับต่างกันสิ้นเชิง หนังสือจริงๆนั้นถูกแก้ไขได้ เราสามารถจะขีดย้ำ ขีดฆ่า หรือฉีกหน้าที่เราไม่ต้องการไปได้ แต่หนังสือความหลังนั้น เราทำอะไรมันไม่ได้เลย เราได้แต่อ่านมัน หรือไม่ก็เก็บมันเข้ากรุ กับผม บางเล่มผมก็เอามันมาอ่านบ้าง เป็นบางครั้ง เวลาอยากจะอ่านขึ้นมา บางเล่ม ก็ปล่อยมันผุพังอยู่อย่างนั้น วันนี้จะไปหาอะไรอ่านที่อุทยานการเรียนรู้ TK park บางครั้งก็อยากอยู่เงียบๆ กับหนังสือ ทั้งห้องสมุดข้างนอก และห้องสมุดข้างใน July 02 ระยะสัมพัทธ์ผมนั่งมองการเจริญพัฒนาของระบบรถไฟฟ้าของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เริ่มลงเข็ม
เนื่องจากตอน ม.ปลาย ผมต้องแหกตาตื่นมานั่งรถเมล์มาโรงเรียนเตรียม ผ่านถนนสุขุมวิท
หลับๆตื่นๆ มองออกไปเห็นเสาเข็ม เห็นโครงร่างสถานี และได้ยินเสียงทดสอบการเดินรถ
จนมันสร้างเสร็จราวๆตอนผมอยู่ ม.5 หรือ ม.6 นี่แหละ ผมก็เป็นคนนึงที่ไปบ้าเห่อ ขึ้นตั้งแต่วันแรก
มันเร็วมาก...แปปเดียวก็ถึงอ่อนนุชแล้ว ทั้งที่เวลาปกติใช้เวลากว่าชั่วโมง
ระยะห่างของสยามถึงอ่อนนุช ถูกย่นลงราวกับกระดาษที่ถูกอัดติดกันในเครื่องพิมพ์
นึกถึงคำที่คนเก่าคนแก่เคยพูดว่า แต่ก่อนระหว่างพระโขนงกับพระนคร ก็ห่างกันราวกับคนละโลก
เดี๋ยวนี้ห่างกันแค่ครึ่งชั่วโมง กับอีกห้าสิบบาท (รถไฟฟ้าสามสิบห้าบาท บวกค่ารถเมล์)
ผมในเวลาเจ็ดแปดปีต่อมา ก็พบว่าตัวเองมองภาพที่ถูกฉายซ้ำ
นั่งรถเมล์ต่อออกมาจากสถานีอ่อนนุช เพื่อมาแหงนดูการก่อสร้างส่วนต่อขยาย
มนุษย์เรานี่ฉลาดเนอะ หาวิถีทางที่ทำให้เราใกล้ชิดกันในระยะสัมพัทธ์มากขึ้น
ทำให้เวลาเป็นปัจจัยที่ควบคุมกะเกณฑ์ได้แน่นอนขึ้น
โดยการสร้างถนน สร้างทางด่วน สร้างสะพาน สร้างรถไฟฟ้า สร้างสนามบินนานาชาติ
แม้ว่าเรามีระบบขนส่งมากมาย แต่ความจริงก็คือความจริง
ที่ว่ามันไม่ได้ช่วยให้คนเราใกล้กันในทางจิตใจ
บางครั้งผมก็ยอมรับว่า ผมแทบไม่รู้จักใครที่อยู่ในแลปชั้นเดียวกันเลย
ทั้งที่แค่เดินไปก็ถึง แต่เรากลับโหยหาสิ่งที่อยู่ไกลออกไป
เราแค่ใช้ระบบขนส่งที่ว่าสนองความอยากของเราเท่านั้นเอง
ความอยากที่จะไปให้ไกลจากทุกสิ่ง ไกลจากจุดที่เรายืน ไกลจากความเป็นตัวของเรา
ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายคืออะไร
เย็นนี้ผมก็คงยืนเกาะราว มองดูเหล่าฝูงชนในรถไฟฟ้า เหมือนทุกเย็น
มองดูคนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน แค่เข้ามาในรถไฟฟ้า แล้วก็ออกไปจากรถไฟฟ้า
บางครั้งเราก็ใกล้เข้ามา บางครั้งเราก็ไกลออกไป... |
|
|