Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    September 28

    ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

    เดี๋ยวนี้เหมือนกับว่าอะไรอะไรมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไวเหลือเกิน
     
    สัมมนาภาคสองก็เพิ่งผ่านไป
     
    ปีที่ยี่สิบสองของชีวิตก็เพิ่งผ่านไป
     
    ใครต่อใครที่เคยพบ ต่างก็เลยผ่านไป
     
    อาจมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่มาถึง แต่ก็รู้ว่าสักวันเราก็จะต้องผ่านมันไป
     
     
    จากที่ผ่านมาและผ่านไป ทำให้พบว่าสิ่งต่างๆมีอัตราของการผ่านที่ไม่เท่ากัน
     
    สิ่งที่ทำให้สุขใจ มักจะผ่านไปเร็ว สิ่งที่ทำให้เศร้าใจ มักจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า
     
    เรียนรู้ได้ว่า เมื่อความสุขผ่านเข้ามา ให้รีบๆกอบเอามันไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด
     
    เพราะเราไม่รู้ว่าความสุขนั้นจะเลยผ่านไปเมื่อไหร่
     
    เมื่อมันผ่านไป มันอาจไม่มีวันหวนกลับมาเลยก็ได้
     
     
    ตั้งใจว่าในปีที่ยี่สิบสามของชีวิตที่เพิ่งเริ่ม จะพยายามจดจำสิ่งดีๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไว้ให้มากที่สุด
     
    เพียงให้มันผ่านเราไปให้ช้าที่สุด เท่าที่ทำได้
     
     
    เพลงประกอบวันนี้ -- "ผ่าน" ของ slotmachine ครับ
     
    นานๆทีจะมีเพลงแนวร็อคที่ทำให้ได้คิดอะไรที่ผ่านมาบ้าง ก็ดีเหมือนกัน
     
     
     
     
    September 21

    แด่การปฏิรูป

     
    ...แย้มเถอะแย้มประตู
     
    หนทางยังอยู่ในทิศใหม่
     
    ก้าวเถอะจงก้าวไป
     
    เพื่อเมืองไทยที่เรารัก   
     
     
    ...เปลี่ยนแปลงเถอะเปลี่ยนแปลง
     
    ล้างชั่วแฝงให้ลับล่วงความหน่วงหนัก
     
    เทิดในคุณแผ่นดินไทยด้วยใจภักดิ์
     
    ผูกสมัครเพื่อชาติประชาชน   
     
     
    ...ปกครองเถอะปกครอง
     
    ในครรลองแห่งธรรมส่องนำหน
     
    อย่าได้คิดหาญห้าวเหนือชาวชน
     
    ตรองใจยลในทางกระจ่างใจ   
     
     
    ...ปฏิรูปเถอะปฏิรูป
     
    อย่าเพียงวูบพ้นผ่านมิสานใหม่
     
    แผ่นดินยังบอบช้ำจะทำใด
     
    มองให้ไกลก่อนย้ำทำลิขขิต
     
     
    ...คาดหวังเถอะคาดหวัง
     
    ในคราครั้งที่สร้างแห่งทางทิศ
     
    จะดีชั่วอย่างไรในถูกผิด
     
    คาดและคิดว่าจักดีกว่านี้แน่   
     
    กระแสเสียงสำเนียงพร้องมองสดับ
     
    การยอมรับจะอย่างไรก็ตามแต่
     
    บ้านเมืองยังหวังผู้มาดูแล
     
    รักษาแผลเรื้อรังที่ฝังใจ     
     
     
    ...ให้โอกาสเถอะให้โอกาส
     
    ความสะอาดในครรลองจักผ่องใส
     
    เมื่อเข้าทางแล้วจงสร้างประชาธิปไตย
     
    พาชาติไทยสงบสุขทุกถิ่นชน   
     
     
    ...สงบเถอะสงบ
     
    หลังสยบความเลวร้ายทุกภายหน
     
    สุขสันติจงคืนสู่เหล่าผู้คน
     
    ที่เฝ้ายลในทางอย่างห่วงใย
     
     
    --------ลานเทวา๔๙--------

    ไม่ได้แต่งเองนะครับ พอดีไปเจอในเวปวรรณกรรมอันนึง เลยคัดตัดตอนมาให้ได้อ่านกัน
     
    หวังว่าอะไรๆต่อจากนี้น่าจะดีขึ้นนะครับ
     
     
     
    September 16

    กบในกะลา

    ช่วงนี้ผมเบื่อครับ
     
    ไม่ได้เบื่อการทำ lab นะ อันนั้นผมชอบทำ ไม่งั้นคงไม่มาทำตั้งแต่จันทร์ยันอาทิตย์หรอก นอนอยู่บ้านสบายกว่า
     
    แต่ผมเบื่อคนครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบเข้ามาวุ่นวายกับ lab ของผม
     
    เรื่องของเรื่องก็คือ ผมทำงานเพาะเลี้ยงเซลล์อยู่ เพื่อเอาไปใช้ทดลอง แล้วก็อะไรต่อมิอะไร
     
    รุ่นพี่ที่อยู่ lab ข้างๆ ก็มักจะเข้ามายุ่มย่ามกับงานของผม แล้วก็มักจะพูดในทำนองที่ว่า ทำไมไม่รีบทำให้มันเสร็จๆไป
     
    ทำไมไม่โน่น ทำไมไม่นี่ ทำไม ทำไม ทำไม... บลา บลา บลา
     
    อันนั้นยังพอทนได้ แต่หลังๆ ดูเหมือนเจ้าตัวจะเริ่มได้ใจ
     
    บางครั้งก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์งานของผม หรือเปเปอร์ที่ผมใช้เป็นเอกสารอ้างอิง ว่าไม่ดีพอ ห่วย ทั้งๆที่พลิกอ่านได้ไม่ถึงสองหน้า
     
    บางครั้งก็มาวุ่นวายกับเซลล์ของผม แล้วถามว่า ทำไมได้เซลล์น้อยจัง? เลี้ยงไม่ดีล่ะซิ แย่ๆๆ
     
    แล้วเธอก็โชว์พาวด้วยการเอาเซลล์แบบเดียวกับผมมาเลี้ยง แล้วได้เซลล์แบบเยอะๆ ให้ผมอิจฉาเล่น
     
    เหมือนจะทำนองว่า "ข้าเก่งกว่านะเว้ย...เอ็งสู้ไม่ได้หรอก"
     
    หลายวันที่ผมกลับบ้าน โดยมีคำพูดแย่ๆติดหัวไปด้วย จนหลังๆผมแทบไม่มีแรงทำงานอะไร
     
     
    ผมทำ lab มาได้หกเดือน เธอทำ lab มาได้สามสี่ปี
     
    ผมทำเซลล์ปกติ เธอทำเซลล์ที่มาจากเนื้องอก (ซึ่งโตเร็วกว่ามาก)
     
    ผมจบแค่ปริญญาตรีมาหมาดๆ แต่เธอเรียนโครงการแพทย์ปริญญาเอก (เรียนแพทย์มาแล้วสามปี)
     
    ผมอยากจะตะโกนออกไปว่า "ถ้าไม่รู้อะไรจริง ไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมาเสือกเรื่องชาวบ้านเลย"
     
    แต่เนื่องจากเธอเป็นลูกสาวของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม หากผมพูดออกไปจริงๆ ผมคงต้องเตรียมเขียนใบลาออกด้วยเลย
     
     
    ผมพยายามบอกกับตัวเองว่า อดทนอีกนิด แล้วคนๆนี้ก็คงไปจากชีวิตผมเอง
     
    แล้วพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดอะไรกับคำพูดที่กำเนิดมาจากความไม่รู้และความสะเพร่าเหล่านั้น
     
    จนหลังๆ ผมค่อนข้างด้านชากับบางประโยค เหมือนไม่ได้ฟังว่าพูดอะไร
     
    แค่เด็กที่ถูก spoil มา แค่กบในกะลาที่คิดว่าตัวเองวิเศษที่สุด 
     
    ผมไม่อยากจะถือสาอะไร แล้วก็ทำงานของตัวเองต่อไป
     
     
    จบการบ่นแต่เพียงเท่านี้ครับ แหะแหะ
     
    เดี๋ยวเร็วๆนี้จะอัพเกรด space ให้ดูไม่โล่งโจ้งเกินไปอ่าครับ แล้วก็จะหารูปมาใส่ด้วย
     
    ตอนนี้ฟังเพลงไปก่อนนะ คำถามโง่ๆ (See Her) จากคัตโตะ วงลิปตา
     
    ชื่อเพลงเหมาะกับเรื่องที่เล่าให้ฟังดีเนอะครับ แต่เนื้อหาคนละเรื่องกัน
     
    September 04

    เพราะอากาศไม่เปลี่ยนแปลง

    เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ได้แวะเวียนไปแถวๆสยามสแควร์ หลังจากที่ไม่ได้ไปมานานนน...ชิบเป้ง นานจนจำไม่ได้
     
    หลังจากไปส่งรุ่นน้องที่โรงหนังสยาม เลยจูงตัวเองไปหากาแฟกินสักแก้ว
     
    สุดท้ายก็ไปลงเอยที่ร้านสตาร์บัคส์แสนแพง ยืนเอ๋อหน้าเคาน์เตอร์เหมือนคนเป็นดาวน์ซินโดรม
     
    แพงชิบหาย... สุดท้ายผมได้แต่สั่งลาเต้แก้วเล็ก ราคาเจ็ดสิบบาท
     
    เออ แต่มันก็รสชาติโอเคล่ะนะ เพียงแต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาเท่าไหร่เลย
     
     
    พักนี้ผมเป็นอะไรสักอย่าง เหมือนไม่ค่อยกระตือรือร้นในชีวิต เหมือนปล่อยแต่ละวันให้ผ่านไปเรื่อยๆ
     
    จะร้อน จะฝนตก หรือจะอากาศเย็น ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันเท่าไหร่
     
    คงเพราะฤดูกาลในใจ มันหยุดนิ่งอย่างน่าหวาดหวั่น แม้แต่ลมเอื่อยๆที่เคยพัดให้รู้สึกเย็นสบาย ก็ไม่รู้หายไปไหน
     
    ไม่ใช่แค่เพียงอบอ้าว แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนไม่มีอากาศจะหายใจ
     
     
    คนส่วนใหญ่อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่กับผม ผมว่าความไม่เปลี่ยนแปลงนั้น บางครั้งน่ากลัวมากกว่า
     
    โดยเฉพาะเวลาที่เราอยากให้อะไรสักอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น
     
    เพราะอากาศไม่เปลี่ยนแปลง ผมถึงได้แต่นั่งเศร้าอยู่อย่างนี้
     
     
    คงต้องใช้เวลาสักพัก ที่ฤดูเหงาในใจนี้จะผ่านพ้นไป
     
    เพียงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหน ต้องรอถึงเมื่อไหร่
     
    เท่านั้นเอง