| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
September 30 โทรศัพท์ถือมือเพิ่งจะไปถอยมือถืออันใหม่มาครับ ไม่ใช่ว่าเป็นพวก mobilista บ้าเห่อมือถือหรอกนะ เพราะที่ซื้อมาก็ตกรุ่นไปนานโขแล้ว เพียงแต่ที่ใช้อยู่มันก็ใกล้ฝั่งเต็มที บางครั้งมีใครโทรเข้ามาก็ไม่ได้ยิน เมื่อคืนเลยร่ำลามือถือเก่าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการเช็คว่ามีข้อมูลอะไรค้างในเครื่องเก่าบ้าง เบอร์ที่ไม่ได้ลงซิมก็เอามาลงหมด เหลือแต่รูปถ่ายสองสามรูปที่ไม่รู้จะทำยังไงกับมัน เพราะเครื่องผมมันเก่าเกินไป ไม่มีทั้งบลูทูธและจีพีอาร์เอสอะไรนั่น ผมทอดถอนใจ แล้วกด delete มันทิ้งไป เศร้าใจจัง นี่เราไม่สามารถจะเก็บความความทรงจำดีๆไว้ได้นานๆเลยหรือ เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลก หากกระเป๋ารถเมล์ครีมแดงจะหยิบมือถือขึ้นมาระหว่างฉีกตั๋ว หรือเด็กนักเรียนม.ต้น จะควักเอาโนเกียเอ็นซีรีย์ขึ้นมาถ่ายรูปกับเพื่อน (อันที่จริง จะแปลกกว่าถ้ามีคนประกาศก้องกลางเซนเตอร์พอยต์ว่า เขา/เธอ ไม่มีมือถือ) จากที่มีระบบการทำงานง่ายๆ เพียงรับสายและโทรออก วิศวกรผู้มีมันสมองอันปราดเปรื่อง ได้ทำให้มือถือกลายเป็นมากกว่าผู้ส่งสาร มันกลายเป็นเกมกด เครื่องคิดเลข บันทึกนัดหมาย กล้องถ่ายรูปและวีดีโอ แผนที่ คอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว ผมยังคิดเล่นๆว่า อีกหน่อยมันคงปอกกล้วยให้เรากินได้ มันจริงอยู่ที่เราไม่อาจตัดสินสถานภาพของคนจากมือถือที่เขาใช้ แต่เราตาวาวทุกครั้งที่มีใครใช้ของรุ่นใหม่ล่าสุด (ผมก็หนึ่งในนั้น) มันกระตุ้นความอยากพื้นฐานของเรา -- ความอยากที่จะเป็นที่ยอมรับในสังคม แท้จริงแล้วมันไม่ใช่โทรศัพท์ที่มือเราถือ แต่เป็นตัวโทรศัพท์เองต่างห่าง ที่ถือ/จูง/ลากมือของเรา ให้ไปหามัน ให้เราควักตังค์ให้มัน และอะไรหลายๆอย่างให้มัน และเราส่วนใหญ่ก็ยินยอมให้มันถือมือของเรา -- แต่โดยดี หลังจากใช้เวลาสักพักในการศึกษาปุ่มกดและฟังก์ชั่นต่างๆพอประมาณ (เอาให้รู้จักรับสายก่อน) เสียบสายชาร์จครั้งแรก เขาบอกให้ทิ้งไว้สิบสองชั่วโมง ผมนั่งมองมือถือใหม่ชั่วครู่ มือของมันปล่อยออกจากมือของผมแล้ว แล้ววางตัวเงียบๆ ไม่มีเสียงใดๆ เหมือนที่เครื่องเก่าของผมเคยเป็น September 25 ยังงัวเงียอยู่ และ...กลับมาแล้วครับ หลังจากที่จ่อมจมอยู่กับโรคส่วนตัวอยู่หลายวัน ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆน่ะนะ ก็ทำงานของตัวเองไปเรื่อยๆ พยายามอย่างมากในการไม่เอาเรื่องส่วนตัวไปปะปนกับงาน หางานมาทำเรื่อยๆ รับงานจากอาจารย์มาทำ เตรียมงานสอน สมัคร TA ของเทอมหน้า บางครั้งผมก็คิดว่าการทำงานทำให้ชีวิตผมดูมีคุณค่าขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันเชือดเฉือนเอาเวลาในชีวิตไปเยอะพอสมควร มันคงเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผมต้องจ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าที่สูงขึ้นอีกนิดของชีวิตแต่ละวัน การใช้ชีวิตที่นี่บางครั้งก็เหมือนเป็นเครื่องจักรสำหรับการวิจัย ไม่ต้องคิดอะไรมาก--แค่ทำๆไปก็พอ แล้วก็ส่งรายงานความก้าวหน้า แล้วก็วางแผนว่าจะทำอะไรต่อ ตลกดีนะผมว่า เราถูกสอนให้อยู่กับปัจจุบัน แต่เอาเข้าจริง เราถูกบีบให้มองไปในอนาคต มันก็มีนะ ที่ผมรู้สึกว่า อยากจะลาออกๆไปทำอย่างอื่น อยากจะเป็นช่างภาพ เป็นคนขายกาแฟ เป็นไอ้บ้าอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่ที่เราเป็น คนเรามันก็เป็นเสียอย่างนี้ เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่จิตใจไม่เสถียรเท่านั้นเอง หวังเพียงว่าเราคงจะมีจุดที่เรา"พอ"กับตัวเองเสียที เพียงแค่ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงเท่านั้น และก็ไม่รู้จะถึงเมื่อไหร่ ในโลกที่เราต่างก็ยากที่จะหยุดความอยากของเรา พรุ่งนี้ มะรืนนี้ และวันอื่นๆ ผมก็คงยังนั่งทำงานเดิมๆต่อไป ให้สมองยังคงนั่งตรึกตรองตรรกะที่ไม่เคยนึกจะศรัทธา และคอยบอกใจอยู่เสมอ -- ว่าอย่าคิดมากเกินไป September 09 สิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วยวันก่อนเปิดเพลงของวง green day ขึ้นมาฟัง Wake me up when September ends แล้วผมก็ร้องไห้ บิลลี่โจ อาร์มสตรอง นักร้องนำและคนแต่งเพลงนี้ แต่งขึ้นจากวัยเด็กของเขาเอง เขาเสียพ่อของเขาไปเมื่ออายุสิบขวบ เขาเขียนในเพลงนั้นว่า แม้มันจะผ่านมายี่สิบปีแล้ว เขาก็ยังจดจำฝังใจ ถึงสิ่งที่เขาสูญเสียไป "As my memory rests But never forgets what I lost" ฤดูผันเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างก็ยังคงเดิม โทนหม่นของเพลงในตอนต้น ค่อยๆแรงขึ้นเป็นแนวพังค์ร็อคตามสไตล์ของวง ตลอดทั้งเพลงยังคงย้ำ สิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วย สิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วย เพราะเขาอยากให้ช่วงเวลาที่โศกเศร้านี้ผ่านไป มีบางคืน ที่ผมรู้สึกว่าถ้าหลับ ก็ไม่อยากให้ตื่นมาอีกเลย บอกตรงๆว่ากลัวความคิดนั้นเอาเสียมากๆ กลัวจนไม่กล้านอน กลัวจนร้องไห้ เหมือนเดือนนี้มันมีอะไรบางอย่างหนักหน่วงพุ่งชนผมตรงๆ บางอย่างที่อยู่ภายใน ที่ควบคุมมันไม่ได้ เดือนนี้ขอหลับไปสักเดือนได้มั้ย ขอให้อะไรๆในใจมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ให้มันสงบลงไปก่อน พอสิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วย ป.ล. รู้สึกได้นะ ว่าพวกมึงหวังดีต่อกุ กุก้อขอบใจ แต่ตอนนี้ อย่าพูดอะไรกับกุเลยตอนนี้ กุขออยู่เงียบๆก่อนนะ กุขอร้อง September 07 เอื้อมไม่ถึงมองทะเลมีแสงจันทร์นวลยวนใจ แล้วทำไมคืนนี้ไม่มีเธอ จันทร์เป็นใจ ทอแสงรำไรลงมา ล้ำคุณค่า กับผิวน้ำทะเล ที่ใครๆว่าจันทร์อยู่สูง สูงขึ้นไป ไกลจนลับตา ยังส่องแสงลงมาได้ เธอเป็นคนอยู่บนที่สูง สูงซะจนมีคนท้อใจ จนต้องร้องไห้ ไกลเหลือเกิน...เอื้อมไป ก็ไม่ถึง ภายในความคิดคำนึง...คงเป็นที่ซึ่งได้มีเธอ จันทร์ทะเลคงสร้างความงามเกินไป ฉันจึงได้หลงใหลจนลืมตัว มัวละเมอก็เพ้อกันไปคนเดียว เธอไม่เกี่ยว ไม่เห็นไม่เข้าใจ ที่ใครๆว่าจันทร์อยู่สูง สูงขึ้นไป ไกลจนลับตา ยังส่องแสงลงมาได้ เธอเป็นคนอยู่บนที่สูง สูงซะจนมีคนท้อใจ จนต้องร้องไห้ ไกลเหลือเกิน...เอื้อมไป ก็ไม่ถึง ภายในความคิดคำนึง...คงเป็นที่ซึ่งได้มีเธอ ... เอื้อมไม่ถึง - นครินทร์ กิ่งศักดิ์ September 04 มันเป็นความจริงถ้าใครติดตามข่าวเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนๆ จะมีข่าวพาดหัวอันนึง เกี่ยวกับดาราสาวที่อุตสาห์หยิบยื่นน้ำใจให้กับคนขายตั๊กแตน ที่พิการและต้องหาเงินรักษาแม่ จุดประกายส่วนลึกๆในใจของคนไทยเรา ที่ยังมีน้ำใจให้กัน แม้ในเมืองใหญ่ที่ทุกคนเป็นคนแปลกหน้าของอีกคน น่าเสียดายที่น้ำใจที่ว่านั่นระเหิดหายไปด้วยไอร้อนของความจริงที่ถูกขุดคุ้ย ไอร้อนจากแฟลชถ่ายรูป จากสปอตไลท์ ที่ประกาศก้องว่าน้ำใจนั่นเป็นเพียงภาพลวง ภาพมายา เท่านั้นเอง สื่อในปัจจุบันปลุกปั่น--ยัดเยียด--กรอกหูให้เราเป็นพวกโหยหาความจริง และเผชิญหน้ารับความจริง ทุกเช้าเราต้องเปิดทีวีขึ้นมาดู หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน หรือเข้าเวปไซต์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง หรืออย่างน้อยก็อะไรที่เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องจริง โดยมิใยใคร่ครวญว่าความจริงที่ว่านั่น ไปทำลายชีวิตของใคร ไปพังความฝันของใครหรือไม่ เหมือนๆที่เรากำลังชื่นชมงานศิลปะชั้นเลิศ หรือฟังดนตรีอย่างรื่นหู แล้วจู่ๆก็มีใครหน้าไหนไม่รู้ มาบอกว่า ภาพนั้นมันเป็นของปลอม รูปปั้นนั้นหน้ามันเบี้ยวไปเซนต์นึง หรือบทเพลงนั้นผิดคีย์ไปหนึ่งตัว ความจริงดังกล่าวนั้น ก็ไม่ต่างไปจากเครื่องบินที่พุ่งชนตึกเวิรดเทรดให้ถล่มมาได้ทั้งตึก ผมอ่านข่าวนี้จนถึงบทสุดท้าย แล้วนั่งคิดเงียบๆว่า ในโลกนี้ มีสักกี่อย่างล่ะ ที่มันเป็นความจริง ถ้ามันเป็นความจริง มันจะยั่งยืนได้สักแค่ไหน ถ้ามันเป็นความจริง มันจะมีประโยชน์กับชีวิตใครบ้างมั้ย ... ความจริงบางอย่าง ก็ปล่อยให้มันอยู่ในที่ๆของมันเถอะ |
|
|