| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
|
September 28 ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเดี๋ยวนี้เหมือนกับว่าอะไรอะไรมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไวเหลือเกิน
สัมมนาภาคสองก็เพิ่งผ่านไป
ปีที่ยี่สิบสองของชีวิตก็เพิ่งผ่านไป
ใครต่อใครที่เคยพบ ต่างก็เลยผ่านไป
อาจมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่มาถึง แต่ก็รู้ว่าสักวันเราก็จะต้องผ่านมันไป
จากที่ผ่านมาและผ่านไป ทำให้พบว่าสิ่งต่างๆมีอัตราของการผ่านที่ไม่เท่ากัน
สิ่งที่ทำให้สุขใจ มักจะผ่านไปเร็ว สิ่งที่ทำให้เศร้าใจ มักจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า
เรียนรู้ได้ว่า เมื่อความสุขผ่านเข้ามา ให้รีบๆกอบเอามันไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด
เพราะเราไม่รู้ว่าความสุขนั้นจะเลยผ่านไปเมื่อไหร่
เมื่อมันผ่านไป มันอาจไม่มีวันหวนกลับมาเลยก็ได้
ตั้งใจว่าในปีที่ยี่สิบสามของชีวิตที่เพิ่งเริ่ม จะพยายามจดจำสิ่งดีๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไว้ให้มากที่สุด
เพียงให้มันผ่านเราไปให้ช้าที่สุด เท่าที่ทำได้
เพลงประกอบวันนี้ -- "ผ่าน" ของ slotmachine ครับ
นานๆทีจะมีเพลงแนวร็อคที่ทำให้ได้คิดอะไรที่ผ่านมาบ้าง ก็ดีเหมือนกัน
September 21 แด่การปฏิรูป...แย้มเถอะแย้มประตู
หนทางยังอยู่ในทิศใหม่
ก้าวเถอะจงก้าวไป
เพื่อเมืองไทยที่เรารัก
...เปลี่ยนแปลงเถอะเปลี่ยนแปลง
ล้างชั่วแฝงให้ลับล่วงความหน่วงหนัก
เทิดในคุณแผ่นดินไทยด้วยใจภักดิ์
ผูกสมัครเพื่อชาติประชาชน
...ปกครองเถอะปกครอง
ในครรลองแห่งธรรมส่องนำหน
อย่าได้คิดหาญห้าวเหนือชาวชน
ตรองใจยลในทางกระจ่างใจ
...ปฏิรูปเถอะปฏิรูป
อย่าเพียงวูบพ้นผ่านมิสานใหม่
แผ่นดินยังบอบช้ำจะทำใด
มองให้ไกลก่อนย้ำทำลิขขิต
...คาดหวังเถอะคาดหวัง
ในคราครั้งที่สร้างแห่งทางทิศ
จะดีชั่วอย่างไรในถูกผิด
คาดและคิดว่าจักดีกว่านี้แน่
กระแสเสียงสำเนียงพร้องมองสดับ
การยอมรับจะอย่างไรก็ตามแต่
บ้านเมืองยังหวังผู้มาดูแล
รักษาแผลเรื้อรังที่ฝังใจ
...ให้โอกาสเถอะให้โอกาส
ความสะอาดในครรลองจักผ่องใส
เมื่อเข้าทางแล้วจงสร้างประชาธิปไตย
พาชาติไทยสงบสุขทุกถิ่นชน
...สงบเถอะสงบ
หลังสยบความเลวร้ายทุกภายหน
สุขสันติจงคืนสู่เหล่าผู้คน
ที่เฝ้ายลในทางอย่างห่วงใย
--------ลานเทวา๔๙--------
ไม่ได้แต่งเองนะครับ พอดีไปเจอในเวปวรรณกรรมอันนึง เลยคัดตัดตอนมาให้ได้อ่านกัน หวังว่าอะไรๆต่อจากนี้น่าจะดีขึ้นนะครับ
September 16 กบในกะลาช่วงนี้ผมเบื่อครับ
ไม่ได้เบื่อการทำ lab นะ อันนั้นผมชอบทำ ไม่งั้นคงไม่มาทำตั้งแต่จันทร์ยันอาทิตย์หรอก นอนอยู่บ้านสบายกว่า
แต่ผมเบื่อคนครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบเข้ามาวุ่นวายกับ lab ของผม
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมทำงานเพาะเลี้ยงเซลล์อยู่ เพื่อเอาไปใช้ทดลอง แล้วก็อะไรต่อมิอะไร
รุ่นพี่ที่อยู่ lab ข้างๆ ก็มักจะเข้ามายุ่มย่ามกับงานของผม แล้วก็มักจะพูดในทำนองที่ว่า ทำไมไม่รีบทำให้มันเสร็จๆไป
ทำไมไม่โน่น ทำไมไม่นี่ ทำไม ทำไม ทำไม... บลา บลา บลา
อันนั้นยังพอทนได้ แต่หลังๆ ดูเหมือนเจ้าตัวจะเริ่มได้ใจ
บางครั้งก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์งานของผม หรือเปเปอร์ที่ผมใช้เป็นเอกสารอ้างอิง ว่าไม่ดีพอ ห่วย ทั้งๆที่พลิกอ่านได้ไม่ถึงสองหน้า
บางครั้งก็มาวุ่นวายกับเซลล์ของผม แล้วถามว่า ทำไมได้เซลล์น้อยจัง? เลี้ยงไม่ดีล่ะซิ แย่ๆๆ
แล้วเธอก็โชว์พาวด้วยการเอาเซลล์แบบเดียวกับผมมาเลี้ยง แล้วได้เซลล์แบบเยอะๆ ให้ผมอิจฉาเล่น
เหมือนจะทำนองว่า "ข้าเก่งกว่านะเว้ย...เอ็งสู้ไม่ได้หรอก"
หลายวันที่ผมกลับบ้าน โดยมีคำพูดแย่ๆติดหัวไปด้วย จนหลังๆผมแทบไม่มีแรงทำงานอะไร
ผมทำ lab มาได้หกเดือน เธอทำ lab มาได้สามสี่ปี
ผมทำเซลล์ปกติ เธอทำเซลล์ที่มาจากเนื้องอก (ซึ่งโตเร็วกว่ามาก)
ผมจบแค่ปริญญาตรีมาหมาดๆ แต่เธอเรียนโครงการแพทย์ปริญญาเอก (เรียนแพทย์มาแล้วสามปี)
ผมอยากจะตะโกนออกไปว่า "ถ้าไม่รู้อะไรจริง ไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมาเสือกเรื่องชาวบ้านเลย"
แต่เนื่องจากเธอเป็นลูกสาวของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม หากผมพูดออกไปจริงๆ ผมคงต้องเตรียมเขียนใบลาออกด้วยเลย
ผมพยายามบอกกับตัวเองว่า อดทนอีกนิด แล้วคนๆนี้ก็คงไปจากชีวิตผมเอง
แล้วพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดอะไรกับคำพูดที่กำเนิดมาจากความไม่รู้และความสะเพร่าเหล่านั้น
จนหลังๆ ผมค่อนข้างด้านชากับบางประโยค เหมือนไม่ได้ฟังว่าพูดอะไร
แค่เด็กที่ถูก spoil มา แค่กบในกะลาที่คิดว่าตัวเองวิเศษที่สุด
ผมไม่อยากจะถือสาอะไร แล้วก็ทำงานของตัวเองต่อไป
จบการบ่นแต่เพียงเท่านี้ครับ แหะแหะ
เดี๋ยวเร็วๆนี้จะอัพเกรด space ให้ดูไม่โล่งโจ้งเกินไปอ่าครับ แล้วก็จะหารูปมาใส่ด้วย
ตอนนี้ฟังเพลงไปก่อนนะ คำถามโง่ๆ (See Her) จากคัตโตะ วงลิปตา
ชื่อเพลงเหมาะกับเรื่องที่เล่าให้ฟังดีเนอะครับ แต่เนื้อหาคนละเรื่องกัน
September 04 เพราะอากาศไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ได้แวะเวียนไปแถวๆสยามสแควร์ หลังจากที่ไม่ได้ไปมานานนน...ชิบเป้ง นานจนจำไม่ได้
หลังจากไปส่งรุ่นน้องที่โรงหนังสยาม เลยจูงตัวเองไปหากาแฟกินสักแก้ว
สุดท้ายก็ไปลงเอยที่ร้านสตาร์บัคส์แสนแพง ยืนเอ๋อหน้าเคาน์เตอร์เหมือนคนเป็นดาวน์ซินโดรม
แพงชิบหาย... สุดท้ายผมได้แต่สั่งลาเต้แก้วเล็ก ราคาเจ็ดสิบบาท
เออ แต่มันก็รสชาติโอเคล่ะนะ เพียงแต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาเท่าไหร่เลย
พักนี้ผมเป็นอะไรสักอย่าง เหมือนไม่ค่อยกระตือรือร้นในชีวิต เหมือนปล่อยแต่ละวันให้ผ่านไปเรื่อยๆ
จะร้อน จะฝนตก หรือจะอากาศเย็น ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันเท่าไหร่
คงเพราะฤดูกาลในใจ มันหยุดนิ่งอย่างน่าหวาดหวั่น แม้แต่ลมเอื่อยๆที่เคยพัดให้รู้สึกเย็นสบาย ก็ไม่รู้หายไปไหน
ไม่ใช่แค่เพียงอบอ้าว แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนไม่มีอากาศจะหายใจ
คนส่วนใหญ่อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่กับผม ผมว่าความไม่เปลี่ยนแปลงนั้น บางครั้งน่ากลัวมากกว่า
โดยเฉพาะเวลาที่เราอยากให้อะไรสักอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะอากาศไม่เปลี่ยนแปลง ผมถึงได้แต่นั่งเศร้าอยู่อย่างนี้
คงต้องใช้เวลาสักพัก ที่ฤดูเหงาในใจนี้จะผ่านพ้นไป
เพียงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหน ต้องรอถึงเมื่อไหร่
เท่านั้นเอง
August 20 หัวหอมเพิ่งรู้ว่านัยน์ตาของผมแพ้หัวหอมอย่างรุนแรง ก็เมื่อวันก่อนนี่เอง
อย่าว่าแต่หั่นเลย แค่ปอกเปลือกหัวหอม น้ำตามันก็พาลจะไหลอยู่ร่อมร่ออยู่แล้ว
พอเอามีดลงไปหั่นปั๊ป เท่านั้นแหละ น้ำตาท่วมทำนบคลองจักษุ ราวกับดูทวิภพตอนอวสาน
และเป็นอย่างนั้นอยู่ประมาณ 5 นาทีกว่าๆ ที่ละครเศร้าที่เยื่อบุตาขาวจะจบลง
เคยมีคนเขาบอกว่า ใจของคนเราก็เหมือนหัวหอม
ที่มีหลายชั้น ซ้อนๆอัดแน่นกันเข้าไป โดยที่มีเปลือกสีน้ำตาลที่บอบบางหุ้มอยู่ให้เราได้เห็นเท่านั้น
แต่หัวหอมมนุษย์คงซับซ้อนกว่าหน่อยนึง เพราะบางหัวก็เปลือกหนา บางหัวก็เปลือกบาง และบางหัวก็เปลือกสวย แต่เนื้อในเน่า
การที่เราจะลอกเปลือกหัวหอมออกแต่ละชั้น
ก็ต้องทำใจไว้ด้วยว่าน้ำตาของเราจะไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
คนเราก็คงคล้ายๆกัน หากจะปอกเปลือก เปิดใจของอีกฝ่าย...อย่าตกใจหากเราจะมีน้ำตาออกมาบ้าง
เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา
แต่บางครั้งก็คงอดเศร้าใจไม่ได้
เพราะขนาดหยุดปอกหัวหอมไปตั้งนานแล้ว ทำไมน้ำตามันยังไหลอยู่
(ป.ล. วันนี้อัพไม่มากครับ รำคาญเวอร์ชั่นนี้ของ MSN Space จัง จะพิมพ์หรือจะลบก็ช้าจังเลย) August 06 วันหมดอายุผมเป็นชอบดื่มนมครับ ดื่มมาตั้งแต่ ม.ต้นแล้ว
แปลกดีทั้งๆที่ตอนเด็กๆ ผมจะมีอาการแพ้นมค่อนข้างแรงทีเดียว สมัยนั้นดื่มได้แต่นมถั่วเหลือง
แต่ถึงจะเป็นนมถั่วเหลือง ก็ดื่มเยอะมากๆ จำได้ว่าตอนนั้นดื่มไวตามิลค์วันละสองสามขวดเลย
โตขึ้นมาพอกินนมได้มากขึ้น ก็เลยกินเอาๆ จนเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มสูงของห้อง
มาหยุดเอาตอนที่เริ่มดื่มเบียร์ล่ะมั้ง 555 แต่ตอนนี้ผมดื่มเบียร์ไม่ค่อยได้แล้ว ก็เลยกลับไปดื่มนมเหมือนเดิม
มาระยะหลังๆ ผมสังเกตว่าวันหมดอายุของนม มันค่อนข้างจะถูกยืดยาวออกไปนิดหน่อย
คงเป็นเพราะเทคโนโลยีทางอาหารอะไรสักอย่างล่ะมั้ง ที่น่าจะหาทางยืดอายุของนมออกไปได้
แต่ถึงยังไง ผมไม่ค่อยใส่ใจกับวันหมดอายุบนขวดนมเท่าไหร่ ตราบใดที่ลักษณะกลิ่นสีของมันยังไม่เปลี่ยน
และก็ไม่ค่อยมีใครในบ้านผมจะใส่ใจเรื่องนี้ด้วย เพราะผมดื่มนมอยู่คนเดียวในบ้าน
แต่ผมก็ไม่ใช่ไม่เคยท้องเสียเพราะของหมดอายุนะครับ เคยเหมือนกัน
เล่นเอานอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือไปสามวันน่ะ
บางครั้งผมก็จะเตือนตัวเองว่า อะไรที่มันหมดอายุไปแล้ว ก็อย่าเสียดาย ทิ้งมันไปเถอะ
ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกๆอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าจะกินดื่มได้หรือไม่ได้ ต่างก็มีวันหมดอายุทั้งนั้น
ที่โชคร้ายก็คือ ส่วนใหญ่ไม่มีวันหมดอายุตีตราข้างขวดมาให้เหมือนขวดนม เราต้องมานั่งพิจารณากันเองว่ามันหมดอายุหรือยัง
มีอยู่ครั้งนึงที่ผมโทรศัพท์ไปหาเพื่อนเก่าของผม เพียงคำพูดไม่กี่ประโยค ก็พอจะบอกได้ว่า
ความสัมพันธ์และความเป็นเพื่อนของเรามันหมดอายุแล้ว
แล้วถ้าผมยังดึงดันจะบริโภคมันต่อ ผมอาจจะต้องเสียใจเพราะความสิ้นอายุของมันก็ได้
มีแค่ทางเดียว คือต้องตัดใจโยนมันทิ้งไปในถังขยะ
ผมโยน"ความสัมพันธ์ที่หมดอายุ" ไปกี่กล่องแล้ว ผมก็จำไม่ได้
แต่เมื่อหันมามองกลับมาที่ถังขยะความสัมพันธ์นั้นทีไร ผมก็อดเสียดายไม่ได้ทุกที
หวังเพียงแต่ผมจะมองวันหมดอายุข้างกล่องในถังขยะนั้นผิดไป
และหวังเพียงแต่ความสัมพันธ์ที่ผมยังมีอยู่ จะมีวันหมดอายุที่ยืดออกไปได้บ้าง
July 29 หนังสืออ่านนอกเวลาตอนเรียนมัธยม ยังจำได้ว่าในวิชาภาษาไทย อาจารย์จะให้อ่านหนังสืออ่านนอกเวลา เทอมละ 2 เล่ม
ครึ่งเทอมแรกเล่มนึง และครึ่งเทอมหลังก็อีกเล่ม หนึ่งเล่มมักเป็นร้อยแก้ว อีกเล่มเป็นวรรณคดีร้องกรอง
แน่นอนว่าไม่ค่อยมีใครอยากอ่านหรอก ไปอ่านเอาสองวันก่อนสอบ
หนังสืออ่านนอกเวลา จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "หนังสืออ่านไม่มีเวลา" เพราะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ
และพอสอบเสร็จบางคนก็วางทิ้งไปเลย
ผมเป็นพวกเสียดายของครับ เก็บหมดทุกเล่ม ขึ้นหิ้งอย่างดี ก็ไหนๆกรูเสียตังค์ซื้อแล้วนี่หว่า
ลองมาระลึกชาติกันดีมั้ย ว่าเคยอ่านเล่มไหนเหมือนกันบ้าง
เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก -- โคตรรรรคลาสสิก แต่คนเขียนบรรยายเก่งมาก เห็นภาพชัดเจน
แมงมุมเพื่อนรัก -- ชาร์ล็อตตและหมูกล้าหาญ ตอนจบเศร้า น้องหมูโดนเชือด เอ๊ย ไม่ใช่ แมงมุมแก่ตาย (ใช่มั้ง)
อยู่กับก๋ง -- เป็นหนึ่งในเรื่องที่ชอบที่สุด คติของก๋งหลายอย่างเป็นคุณธรรมประจำใจผมเลย
นิกกับพิม -- เรื่องนี้อ่านแบบผ่านๆ เลยจำแทบไม่ได้ แต่รู้สึกจะเกี่ยวกับหมาๆ (ใช่ป่าววะ?)
เวนิสวาณิช -- พระราชนิพนธ์ของ ร. 6 ที่ทำให้ผมชอบวรรณกรรมร้อยกรอง อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
ลิลิตนิทราชาคริต -- อาหรับราตรีมากๆเรื่องหนึ่ง อ่านสนุกดี รู้สึกจะเกี่ยวกับพ่อค้าเจ้าสำราญที่ได้โอกาสเปลี่ยนตัวกับสุลต่าน
กามนิต-วาสิฏฐี -- โรแมนติกกันโคตรๆ หวานซึ้งจนลืมไปว่าเรื่องมันสมัยพุทธกาล น่าเสียดายที่ตอนจบดันโดนวัวขวิดตายซะก่อน
รัตนโกสินทร์ -- สองเล่มจบ เลยอ่านกันทั้งเทอม ตัวเอกชื่อ "ฟัก" (ซึ่งมันน่าจะมีชื่อดีกว่านี้ตั้ง ไม่รู้ทำไม) แต่เป็นนิยายที่ดีมากๆ อิงประวัติศาสตร์สมัย ร. 3- ร.4 เสียดายที่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ลูกอีสาน -- อันนี้ก็อ่านแบบผ่านๆ ไม่ค่อยติดใจอะไร รู้แต่ชีวิตต้องสู้มากๆ
ข้างหลังภาพ -- ซึ่งอีกแล้ว ภาษาที่ใช้เก่าไปหน่อย แต่อ่านแล้วอิ่มเอิบใจ เพื่อนผมดันวิจารณ์ว่า นพพรเป็นพวกชอบคนแก่ หมดอารมณ์สุนทรีเลยกรู
จริงๆก็รู้สึกจะมีอีกหลายเรื่อง แต่ลืมไปแล้ว หรือไม่ก็ทำหายไปไหนก็ไม่รู้
สงสัยนิดหน่อยว่าเดี๋ยวนี้นักเรียนมัธยมอ่านอะไรกันเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา คงไม่ใช่พวก ปราบดา หยุ่น ไม่งั้นเราจะได้เด็กแนวต่อต้านสังคมอีกจำนวนมาก
ถ้าผมเป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา ผมจะให้เด็กอ่านหนังสือของวินทร์ เลียววารินทร์ อย่างพวก "รอยเท้าเล็กๆของเราเอง" "เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว" หรือ "หนึ่งวันเดียวกัน" หรือหนังสือบางเล่มของพี่จิก ประภาส ชลครานนท์
ไม่ใช่เพราะว่ามันมีคุณค่าสูงส่งในทางวรรณกรรม หรืออ่านแล้วซาบซึ้งในความสละสลวยทางภาษาหรอก
แต่เพราะผมว่าหนังสือพวกนี้ ทำให้ผมอยากอ่านหนังสือเล่มอื่นๆมากขึ้น
July 19 เวลาไม่ใช่ค่าคงที่เคยสงสัยมั้ยว่า เรานิยามคำว่า "เวลา" กันยังไง
ผมไม่เชื่อว่ามันจะง่ายๆ เพียงแค่การกระดิกของเข็มวินาที หรือการสลับสีขาวดำของตัวเลขดิจิตอล
เพราะนาฬิกาเป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่ไม่ใช่เวลา
กระนั้น เราหลายคน (รวมทั้งผม) ก็รู้สึกกระวนกระวายไม่น้อย หากไม่มีนาฬิกาให้ดู เพราะเราจะไม่รู้ถึงเวลาที่เรามีอยู่
หนึ่งในคำพูดติดปากที่คนนึงใช้ในการบอกเลิก คือ เราไม่มีเวลาให้กัน
ฟังแล้วตลกนะ ผมว่า เพราะเรามีเวลาเท่ากันแหละ เพียงแต่เราใช้มันไปกับใครหรืออะไรมากกว่า
ในความเห็นของผม ผมออกจะเห็นด้วยกับฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับนึง ที่เคยได้เมื่อหลายเดือนก่อน
เขาว่า "เวลา" คือผลต่างของจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด โดยมีความรู้สึกเป็นตัวแปร
ดังนั้น เวลาจึงไม่ใช่ค่าคงที่เหมือนในการคำนวณทางฟิสิกส์ แต่ขึ้นกับความรู้สึกที่ทำให้มันสั้นหรือยาว
คิดง่ายๆ หนึ่งวันของคุณ คุณว่าแต่ละวันมันเท่ากันมั้ย?
บางคนก็บอกว่า วันนี้ผ่านไปเร็ว บางคนก็บอกว่า วันนี้ผ่านไปช้าเหลือเกิน
มันเป็นเพราะความรู้สึกที่เราใส่ลงไปในช่วงของเวลาในแต่ละวัน ใช่มั้ยล่ะ?
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีความคิดว่า เราน่าจะใส่ความรู้สึกลงไปในช่วงของเวลาที่เรามีอยู่
โดยเฉพาะ หากมันเป็นเวลาที่เราใช้ไปร่วมกัน
ความสัมพันธ์นั้นคงจะมี "เวลา" ที่ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ในความรู้สึกและความผูกพัน
เริ่มจาก 1 วินาที
มันอาจยาวออกไปเป็น 1 ชั่วชีวิตก็ได้
July 10 โต๊ะ 53ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดคำว่า "อาจารย์ใหญ่" เพื่อเป็นคำนามแทนผู้ที่อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาทางกายวิภาคศาสตร์เป็นคนแรก
แต่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ใช้คำๆนี้
และเชื่อเหลือเกินว่า คงไม่มีประเทศไหน ที่จะให้ความเคารพแด่อาจารย์ใหญ่เหมือนในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 9 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานทำบุญอาจารย์ใหญ่ ของทางภาควิชากายวิภาคศาสตร์
เนื่องจากผมต้องมีส่วนในการศึกษา (และอาจจะการสอน) วิชา gross anatomy ในปีนี้ อาจารย์จึงให้ผมเข้าร่วมด้วย
การทำบุญที่ว่านี้ จะทำก่อนที่จะเริ่มเรียน gross เพื่อเป็นการอุทิศผลบุญกุศลให้กับอาจารย์ใหญ่ทุกๆท่าน
โดยที่ญาติของอาจารย์ใหญ่ จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย ซึ่งรวมๆแล้วก็แทบทะลักห้องบรรยายใหญ่
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทางสงฆ์ต่างๆแล้ว ก็จะเชิญญาติอาจารย์ใหญ่แต่ละโต๊ะ ไปยังห้อง lab gross
เพื่อ "พบหน้า" กับผู้อุทิศร่างกาย เป็นครั้งสุดท้าย
lab gross ของภาควิชาผมเป็นห้องใหญ่ คิดว่าใหญ่กว่าสนามบาสฯขนาดมาตรฐานนิดหน่อย
ปีนี้ทางภาคฯ ติดแอร์และเพิ่มแสงสว่างให้กับห้องด้วย ทำให้น่าทำ lab ขึ้นเยอะ
ผมพาคุณน้าซึ่งเป็นภรรยาของอาจารย์ใหญ่โต๊ะหมายเลข 53 ซึ่งเป็นโต๊ะของกลุ่มผม ไปพบอาจารย์ใหญ่
ซึ่งใช้เวลาหาค่อนข้างนาน แม้จะรู้เลขที่ แต่การหาร่างหนึ่งร่างในบรรดาเกือบหกสิบร่าง ก็ใช้เวลาไปพอควร
อาจารย์ร่างค่อนข้างใหญ่ตามกายวิภาคของชาวต่างชาติ แขนขาและอวัยวะต่างๆดูจะสมบูรณ์ดี
ผมเปิดผ้าคลุมพลาสติกสีเขียวออกช้าๆจากครึ่งด้านบน เพื่อให้คุณน้าได้พบกับใบหน้าของผู้ล่วงลับ
และก็เช่นเดียวกับโต๊ะอื่นๆ คุณน้าคงจะอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย ผมเองก็อดเศร้าใจไปด้วยไม่ได้
หลังจากส่งคุณน้ากลับ ผมยังคงต้องช่วยดูแลญาติอาจารย์ใหญ่โต๊ะอื่นๆ ที่นักศึกษาไม่ได้มารับด้วยตัวเอง
บางโต๊ะก็เรียกว่าขนมาหมดทั้งบ้าน ญาติของอาจารย์ใหญ่บางคนก็ขอให้ผมเก็บฟันของอาจารย์ใหญ่ไว้ให้ด้วย
ผมเองก็ตกลง แต่ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้เจอนักศึกษาเจ้าของโต๊ะหรือเปล่า
กว่าจะเรียบร้อย ก็เล่นเอาบ่ายสองกว่าๆ
สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะล่องลอยจากร่างของอาจารย์ใหญ่ มาสู่ในใจผม คงจะเป็นเจตนารมณ์ของการเป็นผู้ให้
สิ่งนั้นกระตุ้นให้ผมตั้งใจเรียนรู้ประติมากรรมที่เลิศเลอยิ่งของธรรมชาติ
มิใช่เพียงแค่ผิวเผินอย่างที่คิดตอนแรก แต่คงลึกลงไปไม่สิ้นสุด
July 06 ดาวหางเคยอ่านการ์ตูนสั้นเรื่อง "ดาวหาง" ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร หรือเปล่าครับ
ที่เป็นตอนนึงในชุด hesheit ที่ลงใน a day แล้วเอามารวมเล่ม แต่จำไม่ได้ว่าอยู่เล่มไหน
เรื่องมันออกจะคล้ายๆนิทานสำหรับเด็ก แต่มันแฝงแง่คิดอะไรบางอย่างที่อ่านแล้วก็...ซึ้งดีเหมือนกัน
ตัวละครหลักของเรื่อง คือเด็กผู้หญิงที่เป็นดาวหาง เธอพุ่งไปเรื่อยๆในอวกาศ
และเพราะเธอพุ่งไปอย่างเร็วมาก บรรดาจานบินหรือดาวเทียมต่างก็กลัวเธอจะชน
เวลาเธอผ่านมา พวกเขาก็พูดเพียง "สวัสดี" แล้วก็รีบหลบหายไป
เด็กหญิงดาวหางรู้สึกท้อแท้ใจอยู่ลึกๆ ที่ทุกคนได้แต่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
แต่ว่าบนโลก มีเด็กชายคนหนึ่งกำลังส่องกล้องดูดาว และเห็นเด็กหญิงดาวหางกำลังโคจรผ่านมา
เด็กชายคนนั้นจึงตะโกนขึ้นไปทักทายเด็กหญิงดาวหาง ทำให้เด็กหญิงดาวหางดีใจมาก
เด็กชายขอให้เด็กหญิงดาวหางอยู่คุยด้วยนานๆ แต่เด็กหญิงบอกว่า ฉันมาเร็วแล้วก็ไปเร็วมากนะ
แต่ว่าอีกสิบปี ฉันจะโคจรกลับมาที่โลกอีก แล้วเราจะได้คุยกันอีกครั้ง
เด็กผู้ชายตกลงใจจะรอจนถึงเวลานั้น
เวลาผ่านไปสิบปี เด็กหญิงดาวหางกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว และกำลังโคจรกลับมายังโลก
เธอตื่นเต้นมากที่จะได้เจอกับชายบนโลก แต่เพราะมัวแต่ตื่นเต้น เธอจึงเกือบไปชนจานบินลำนึงเข้า
ทำให้วิถีการโคจรของเธอเปลี่ยนไป
ขณะเดียวกัน ชายบนโลกก็กำลังเฝ้ารอดาวหางดวงนั้นอย่างใจจดใจจ่อทางกล้องดูดาว
แต่มีข่าวร้าย...เมื่อทีวีประกาศว่า ดาวหางดวงนึงได้เปลี่ยนเส้นทางโคจร และจะพุ่งเข้าชนโลก
และเพราะมนุษย์เก่งกันเหลือเกิน จึงได้สร้างจรวดขีปนาวุธเพื่อทำลายดวงดาวนั้น จบข่าว
ชายหนุ่มตกใจมาก ที่ดาวหางที่เขาเฝ้ารอมาสิบปี กำลังจะถูกจรวดยิงทำลายไม่เหลือ
แต่เขาไม่ยอมแพ้ และรีบปั่นจักรยานออกไปยังฐานยิงจรวด โดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
ขณะที่หญิงสาวในดาวหาง ก็รู้ว่ากำลังจะถูกยิงให้สลายไป เธอจึงเสียใจมากที่จะไม่ได้เจอชายหนุ่มอีก
แต่ทันใดนั้น เธอเห็นชายหนุ่มกระโดดขึ้นมาบนจรวดที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่เธอ
เพียงเพื่อให้ได้เจอเธอ แม้ในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่เขาและเธอจะปะทะกันกลางอากาศ
ประโยคสุดท้ายในเรื่องที่หญิงสาวในดาวหางทิ้งไว้ทั้งน้ำตา คือ
"ฉันเป็นดาวหางที่พุ่งไปอย่างรวดเร็ว
เวลาแต่ละวินาทีไม่เคยมีค่ากับฉัน เพราะฉันแตะต้องมันไม่ได้...
...จนเมื่อฉันได้เจอเธอ"
June 26 เรือข้ามฟากช่วงนี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้ข้ามฟากไปศิริราชเท่าไหร่
ทั้งที่ตอนเรียนหนักๆ ผมมักจะปลีกตัวเองไปจากอะไรหลายๆอย่างที่คณะ
แล้วเลือกจะไปหมกตัวอยู่ในหอสมุดแพทย์ศิริราช ตั้งแต่เช้ายันเย็น
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของผมกับเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์หรือท่าช้าง ไปท่าวังหลัง จึงดูห่างๆออกไป
แม้ว่ากรุงเทพฯจะมีสะพานข้ามเจ้าพระยาหลายสะพาน แต่ผมว่าการนั่งเรือข้ามฟาก ก็มีเสน่ห์ของมันอยู่เหมือนกัน
แม้ว่าจะช้าเอื่อยเฉื่อย แต่ลมที่พัดจากแม่น้ำขึ้นสู่ฝั่ง ก็ทำให้รู้สึกเย็นสบาย
และระลอกคลื่นในแม่น้ำ แม้จะไม่สนุกสนานเหมือนในทะเล แต่ก็ทำให้รู้สึกสงบใจ
บางครั้งเวลาเย็นๆ แสงอาทิตย์ก็กระทบวัดพระแก้วระยิบระยับ เป็นภาพที่คลาสสิคทีเดียว
แม้ว่าบรรยากาศจะเป็นใจให้นั่งไปเรื่อยๆ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
เมื่อเรือเทียบท่า ผู้โดยสารจะรีบเร่งกันขึ้นสู่โป๊ะ ประหนึ่งว่าเรือกำลังจะจมในไม่ช้า
จริงๆแล้วคือไม่มีใครอยากจะนั่งเรือข้ามฟากนานๆ แต่อยากให้ถึงฝั่งให้เร็วที่สุด
เกือบทั้งหมดไม่ได้หันมามองเรือข้ามฟากที่ตัวเองเพิ่งนั่งมาด้วยซ้ำ
เพียงแต่รีบก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเดียว ทั้งๆที่ฝั่งก็ไม่ได้ถอยร่นหนีไปไหน
น่าคิดนะ ว่าถ้าเรือข้ามฟากนั้นมีชีวิตจิตใจ มันจะรู้สึกยังไงถ้าทุกคนที่มันพาข้ามฟากฝั่งมา เดินหนีจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามองเลย?
หรือมันเป็นเพียงเส้นทางผ่าน ให้คนเป็นหมื่นเป็นพันก้าวข้ามผ่านพ้นไป
เพียงอาศัย แต่ไม่มีใครอยากผูกพัน
ผมตระหนักได้ว่าบางที และโดยที่ไม่รู้ตัว เราก็คงเป็นเหมือน "คนข้ามฟาก"
พาใครต่อใครไปยังจุดหมายของชีวิตที่ต้องการ
สำหรับผมแล้ว บางครั้ง ค่าโดยสารใดๆก็คงไม่จำเป็นนัก
เพียงแค่หันกลับมามองบ้างในบางครั้ง ไถ่ถามความเป็นไปบ้างสักหน
เท่านั้นก็คงเพียงพอแล้ว
June 13 กิจกรรมทางใจเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมกับครอบครัวได้มีโอกาสไปที่จังหวัดนครปฐม ใกล้ๆเมืองนี่เอง
เลยได้ไปไหว้พระไหว้เจ้ากะเขาบ้าง หลังจากไม่ได้เข้าวัดมานานพอสมควร (ในระดับที่อาจถูกตราหน้าว่าเป็นชาวพุทธที่ไม่ดี)
ไม่รู้ทำไม เข้าไปในเขตวัดแล้วรู้สึกร้อนจัง สงสัยทำบาปกรรมไว้เยอะ 555
วัดแห่งหนึ่งที่ผมเข้าไป เสียงอึกทึกครึกโครมตั้งแต่เอารถเข้าไปจอด
แม่ผมถูกจู่โจมด้วยพนักงานขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าลงจากรถด้วยซ้ำ
ผมกับสมาชิกในครอบครัว ก็เดินเข้าไปกราบไหว้พระตามวิสัยของชาวพุทธทั่วไป
แต่ที่ทำผมรู้สึกแปลกไปจากวัดอื่นนิดหน่อย คือเสียงประกาศป่าวร้องของมัคธายกประจำวัด
ประมาณว่า พยายามชวนเชื่อให้ผู้ที่มาที่วัด ซื้อหาวัตถุมงคลไปเป็นเครื่องบูชาประจำตัว
ใช้วิธีเช่นนักโฆษณาทั่วไป คือพูดไปเรื่อย ว่าคนที่เคยห้อยพระนี้แล้ว จะแคล้วคลาดจากภัย ขนาดรถคว่ำยังไม่ตาย
แล้วก็มีชาวบ้านจำนวนมากแห่กันมาเช่าวัตถุมงคลนั้นราวกับซื้อบัตรคอนเสิร์ตเบิร์ดธงไชย
เป็นชัยชนะอีกครั้งของแวดวงโฆษณา ที่หาญกล้าบุกเข้ามาถึงกำแพงวัด
ใครหลายคนบอกว่ามันเป็นวิธีการทำบุญให้กับวัด เพื่อให้วัดนำเงินมาบูรณะสิ่งก่อสร้างต่างๆ
และยังเป็น "กิจกรรมทางใจ" ของผู้ที่มาเยือนด้วย เพราะต่างก็อิ่มเอมใจที่ได้รับบุญกุศลไปทั่วหน้า
แต่ผมก็ยังรู้สึกทะแม่งๆ คงเป็นเพราะได้กลิ่นเหรียญและธนบัตรมากเกินไปนิดหนึ่ง
บางครั้งก็มีข่าวเกี่ยวกับการยักยอกเงินของวัดไปใช้ส่วนตัวอยู่เรื่อยๆ
ผมคงไม่อยากโทษใครหรอก เพราะกลิ่นของเงินมันหอมหวานเสียจนยากที่ใครจะปฏิเสธ
ด้วยการร้องทุกข์จากระบบทางเดินอาหาร ผมปลีกตัวออกมาซื้อไก่ย่างกับข้าวเหนียวแบบบ้านๆ แต่ราคาไม่ย่อมเยา
แล้วหามุมที่เสียงไปไม่ค่อยถึง แล้วค่อยลงมือกิน
ไม่นานก็มีหมาวัดตัวอ้วนตัวหนึ่งเล็งสายตาวิงวอนมาใส่ผม ตามประสาสุนัขขี้อ้อนทั่วไป
มันท้อง หรือไม่ก็กำลังมีลูกอ่อน กายวิภาคของเต้านมของมันบ่งบอกกับผมอย่างนั้น
ผมเลยให้กระดูกกับหนังที่เหลืออยู่ให้มันกินไป
มันรีบฉวยไปอย่างเร่งรีบ คงเพราะกลัวจะมีตัวอื่นมาแย่งเสียก่อน
"กิจกรรมทางใจ" คงไม่ได้จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ หรือใช้ทุนหนา เพื่อให้ได้วัตถุมาครอง
เห็นมั้ย ของผมใช้แค่สามสิบสี่สิบบาทเอง
June 05 ทำไมถึงไม่แต่งกับงานผมคงดูเป็นคนว่างจัด คนอื่นเลยชอบมาถามว่า ช่วงนี้ไม่มีงานทำเหรอ
งานที่ว่านี้หมายความถึงพวกทำ lab ทำ thesis หรืออะไรแถวๆนั้น
ผมสงสัยว่า ถ้าผมตอบไป คนถามจะเชื่อมั้ยว่าผมทำงานอยู่? ไม่เชื่อหรอก ท่าทางสบายออกอย่างนี้
ส่วนใหญ่ผมจึงไม่ค่อยอยากตอบคำถามนี้เท่าไหร่ ถ้าต้องตอบ ก็ตอบแบบครึ่งๆกลางๆ
ทำนองว่า "ก็กำลังเตรียมของไงครับ" หรือ "ผมรออนุมัติสัตว์ทดลองอยู่น่ะครับ"
แน่นอนว่าเกมยี่สิบคำถามไม่จบง่ายๆเพียงเท่านี้
มักจะมีคำถามต่อมาอีกว่า แล้วทำไมไม่รีบสั่งของ/ขอสัตว์ ซะตั้งแต่ก่อนหน้านี้ล่ะ
ผมจะฉุนกึกเหมือนแอมโมเนียเข้มข้นทันที ไอ้ห่า กรูจะไปรู้เรอะ อยากให้กรูจบเอกในสามปีหรือไง จะได้ทำลายสถิติมหาวิทยาลัย
มีคนนึง (ไม่ขอเอ่ยนาม แต่อายุอานามก็มากแล้ว) เคยตำหนิผมว่าทำไมชอบพูดว่า "เดี๋ยวก่อน"
เพราะเขาเคยถามผมว่า เมื่อไหร่จะสอบ thesis proposal
ผมตอบไปว่า เดี๋ยวก่อนสิครับ ผมยังไม่ได้สอบ qualify เลย (คือมันต้องสอบก่อนจะยื่นขอสอบ proposal ได้)
เขาเคยถามผมว่า นี่ยังไม่เริ่ม lab อีกเหรอ แล้วจะทำอะไร สั่งสารหรือยัง ฯลฯ
ผมตอบไปว่า เดี๋ยวก่อนสิครับ ผมยังไม่ได้ review งานเลย
ท่าทางคนถามจะไม่ค่อยพอใจที่ดูเหมือนผมเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่ง
แต่เขาไม่รู้ว่าผมเรียนโทควบเอก ซึ่งจะมีเวลาทำ thesis 4 ปี หรือมากกว่านั้นอีกสักปีนึง
จะให้ผมรีบไปตายหรือไงกันครับ?
ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้คนเราบ้างานกันเสียจนเห็นเวลาว่างเป็นของแปลกหรืออย่างไร
บางคนจะว่างไม่ได้ ว่างแล้วจะเริ่มโทษตัวเอง ว่าทำไมกรูเป็นคนขี้เกียจอย่างนี้
บางคนมีนิสัยเห็นความว่างไม่ได้ ต้องหาอะไรถมให้เต็ม
บางคนเชื่อว่าเวลามีค่ามากเกินจะปล่อยทิ้งเสียเปล่า ต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
ผมมองว่าการที่เรามีเวลาว่าง มันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชีวิต
เหมือนประโยคหรือบทกลอนที่ต้องมีเว้นวรรค
เหมือนบนเพลงที่ต้องมีจังหวะหยุด ก่อนจะเริ่มต่อไป
ตอนนี้ผมทำ TA อยู่ทุกวัน ยกเว้นวันพุธและเสาร์อาทิตย์
วันจันทร์กับพฤหัสบ่าย มีทำ lab และงานอื่นๆ
และผมยังไม่อยากเป็นคนบ้างาน
May 27 ทำให้ตายอย่างสงบผมเพิ่งรู้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง ว่าการขอใช้สัตว์ทดลองสักตัว มันไม่"หนูๆ"อย่างที่คิด
กฏเหล็กของผู้ที่ต้องการใช้สัตว์ทดลองของมหาลัย ไม่ว่าจะเอามาทำงานจิ๊บจ๊อยแค่ไหนก็ตาม คือคุณต้องยื่นโครงร่างวิจัยเพื่อขอใช้สัตว์ทดลอง อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ในโครงร่างนั่นต้องแจกแจงรายละเอียดการศึกษาทั้งหมดที่คุณจะกระทำกับสัตว์ทดลองผู้อ่อนโยนและน่าเอ็นดู
ตั้งแต่การขนส่ง การเลี้ยง การดูแล วิธีการทดลอง และแน่นอน การวางยาสลบและการฆ่าเพื่อชันสูตร หรืออะไรก็ตามแต่
จริงๆจะเขียนไปว่า "ฆ่า" ไม่ได้นะ ต้องใช้คำว่า "ทำให้ตายอย่างสงบ" ถึงจะถูก
ตรงนี้แหละที่บางครั้งนั่งพิมพ์ไปก็ขนลุกไป
วิธีการได้มาซึ่งเนื้อเยื่อที่ปัจจุบันทันด่วนที่สุด คือวิธีที่เรียกว่า "Decapitation"
แถวบ้านเรียก "ตัดหัว" อันเป็นวิธีที่จะใช้เพื่อเก็บเนื้อเยื่อสมองเพื่อเอามาเพาะเลี้ยงต่อตามวิธีการของผม
ไอ้เราเดิมก็คิดว่าตัดๆไปก็จบแล้ว (พอดีหนูที่จะเอามาทำเป็นหนูแรกเกิด คอเล็ก ตัดง่าย)
แต่มันไม่ง่ายๆแค่นั้นอ่ะ คือทางสัตว์ทดลองบอกมาว่า คุณจะต้องบอกวิธีการทั้งหมดในการ decapitate หนูแรท
เวรล่ะสิกรู ต้องเขียนมั้ยเนี่ยว่าเอากรรไกรทำมุมกี่องศากับส่วนต้นคอ หรือว่าต้องใช้แรงกดกี่นิวตันต่อตารางเมตรในการที่จะทำลายกระดูกสันหลังส่วนคอ
หลังจากเดินไปเดินมาสักพัก เลยต้องมานั่งเขียนเพิ่มให้ดูหยดหยองมากขึ้นนิดหน่อย แต่ฟังดูดีมีหลักการ
คืองี้ ก่อนอื่นผมจะสลบน้องหนูด้วยการใช้ความเย็นและ CO2 ก็คือเอาไว้ใน chamber ที่มีน้ำแข็งแห้ง
พอสลบได้ที่แล้ว (อันนี้ต้องเช็ค reflex ต่างๆด้วย) ก็ใช้ forcep ดึงกระดูกสันหลังส่วนคอให้แยกจากกัน
อันนี้เรียก cervical dislocation (ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า แต่มันฟังดูเป็นขั้นเป็นตอน)
แล้วจากนั้นก็เอา ethanol เช็ดหัวกะคอนิดหน่อย จึงใช้กรรไกรที่คม ตัดฉับลงไปที่คอบริเวณที่ dislocate ไว้
ฉัวะ!!!
แล้วก็เปิดผิวหนัง เปิดกระโหลก ลอกเยื่อหุ้มสมอง แล้วค่อยเก็บส่วน cerebral cortex ออกมาจัดการต่อ
เป็นอันเสร็จพิธี
หลังจากเพิ่มเติมรายละเอียดไปพอหอมปากหอมคอ ก็เอาไปส่ง
ดูเหมือนทั้ง advisor และเจ้าหน้าที่หัวหน้างานสัตว์ทดลองจะพึงพอใจกับวิธีการของผมทีเดียว
ก็น่าอยู่หรอกน่ะนะ คนทำจะตายก่อนหนูทดลองด้วยซ้ำไป....
May 15 เปิดเทอมไม่รู้ว่าทำไม พักนี้ถึงเข้า blog ทาง MSN ไม่ได้ เลยไม่ได้อ่าน blog ของคนอื่นเลย
เบื่อจริงๆ We can't get into this space right now. Please try again later. ป๊ะแกดิ กรู try เป็นร้อยหนแล้ว
คืองี้ เพิ่งกลับมาจากบางแสนเมื่อวันเสาร์ หลังจากไปเพิ่มพลังงาน (และแอลกอฮอลล์ในกระแสเลือด) ให้ตัวเองมาพอประมาณ ก็กลับมาทำงานต่อ
เพิ่งได้สติว่าวันจันทร์นี้เป็นวันเปิดเทอมของนักเรียนทั้งหลาย เลยต้องปลุกตัวเองให้เช้ากว่าเดิม
จากตีห้า เป็นตีสี่สี่สิบห้า เพื่อหลีกเลี่ยงกองทัพยานพาหนะที่จะเริ่มกองสุมกันบนถนนยามเช้า
แถมการทางหลวงแถวบ้านก็เกิดขยันสร้างสะพานข้ามแยกมาสองแยกพร้อมๆกัน ถนนศรีนครินทร์จากที่เคยสี่เลน เลยถูกหั่นเหลือสองเลนอย่างไร้ความปราณี ในขณะที่ปริมาณรถเท่าเดิม...คงไม่ต้องบรรยายสภาพ
ผลจากการตื่นเช้า วันนี้จึงมาถึงที่ lab เจ็ดโมงเช้า...เช้าสุดๆ
ที่บ้านจะชอบถามว่า "เมื่อไหร่เปิดเทอม" ทุกทีก็พอจะรู้วัน แต่เที่ยวนี้แปลกออกไป...
เทอมนี้ของ neuropanda ไม่มีเปิดเทอมครับ...
หลังจากเข้าสู่ระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลยันเรียนปริญญาเอก เพิ่งจะได้พูดคำนี้อย่างเต็มปากเต็มคำ
คำๆนี้ฟังดูดี และคงเป็นสิ่งที่เด็กๆทั่วประเทศใฝ่ฝันมานาน...ว่าสักวันจะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน นอนเล่นกลิ้งไปเกลือกมาอยู่ที่บ้าน (อย่างน้อยก็ผมตอนเป็นเด็กล่ะคนนึง)
แต่จริงๆแล้ว คำๆนี้เหมือนเป็นประกาศิตอะไรสักอย่าง
ที่บอกว่า ตั้งแต่นี้ ชีวิตจะไม่มีคำว่า "ปิดเทอม" อีกแล้ว...
หากชีวิตเป็นเหมือนห้องๆนึง ที่มีประตูที่ชื่อว่า "เทอม" เป็นตัวกั้นระหว่างห้องของเรา กับงานการต่างๆที่ตั้งท่ารออยู่ข้างนอกนั่น
พอเปิดเทอม งานต่างๆก็จะไหลเข้ามา เหมือนตอนเป็นนักเรียนที่ต้องมีการบ้าน มีงานส่งอาจารย์ มีสอบ ฯลฯ
แต่พอปิดเทอม ช่วงนั้นก็เหมือนจะสบายขึ้น เพราะงานเข้ามาในห้องของเราไม่ได้ เรามีเวลาให้กับอะไรที่ไร้สาระในชีวิตได้มากขึ้น
ตอนนี้ ประตูบานนั้นของผมมันถูกทำลายลงไปเรียบร้อยแล้ว และโดยช้าๆ งานก็ไหลบ่าลงมาในห้องชีวิต
ผมยังรู้สึกเหมือนยังปิดเทอมอยู่นิดหน่อย ...
แต่เมื่อนึกถึงงานที่ต้องทำ, lab ที่ต้องดูแล, paper สำหรับ seminal II ที่ต้องหา, และโครงร่างเสนอขอใช้สัตว์ทดลองที่ต้องเขียนให้เร็วที่สุด
ผมก็รู้ว่าปิดเทอมนั้นไม่มีอีกแล้วจริงๆ
ป.ล. เย็นนี้ผมจะไปหาซื้อแผ่น cool fever แหละ มาสร้างสัตว์ต่างดาวหลอกคนที่บ้าน
ถ้าได้ยังไงจะถ่ายรูปมาให้ดูกัน
April 29 SMSผมจำไม่ได้ว่าตัวเองได้รับ message ทางมือถือครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
โดยเฉพาะข้อความที่ไม่ได้เป็นพวกโปรโมชั่น หรือการทวงเงินค่ามือถือ
ถ้าจำไม่ผิด นวัตกรรมของการส่งข้อความอิเลกโทรนิกส์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือนั้น เพิ่งจะคลอดออกสู่สายตาประชาชนเมื่อไม่ถึงสิบปีมานี้ เรียกได้ว่ามันใหม่มากๆ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีทางการสื่อสารอื่นๆ
ก่อนหน้านั้นสักสิบปี ข้อความจะถูกส่งมาทางเครื่องมือที่เรียกว่า "เพจเจอร์" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ง่ายๆ แค่หน้าจอที่แสดงข้อความเท่านั้น ขนาดพกพา ใหญ่กว่ากล่องไม้ขีดนิดหน่อย
สมัยนั้นเรียกว่าเป็นยุคเรอเนสซองส์ของเพจเจอร์ทีเดียว มีรุ่นต่างๆออกมามากมายก่ายกอง และกลายเป็นเหมือนพระเครื่องประจำตัวของเหล่านักเรียนตั้งแต่ขาสั้นคอซอง ยันคนทำงานผูกไทค์กินเงินเดือน
แต่เมื่อมีการมาถึงของการส่งข้อความทางมือถือ เพจเจอร์ก็เรียกได้ว่าถูกสังหารหมู่ ปฏิรูปการจนแทบไร้ร่องรอยแห่งอารยธรรม
ผมคิดว่าเป็นเพราะการที่ให้ความเป็นส่วนตัวกับคนส่งข้อความมากขึ้น มันจึงได้รับความนิยมเร็วราวกับวงบอยแบนด์
คิดดูซิ ถ้าเราจะบอกกับแฟนว่า "ร้ากกก...รักจางเยยย...นะตัวเองงง" ก็แค่กดปุ่ม กิ๊กๆๆ แล้วก็กด send message ปรู๊ดเดียว ง่ายจะตาย
ขณะที่แต่ก่อน ต้องฝากข้อความน่าอายนี้กับ...เค้าเรียกว่าใครนะ...เอาว่าคนรับฝากข้อความละกัน
เธอคนนั้นก็จะพิมพ์อะไรสักอย่างดังแกรกๆ เพื่อทวนข้อความนั้น แล้วค่อยส่ง
ในใจอาจคิดว่า "แม่ง...พวกมึงจะมาหวีดอะไรแถวนี้วะ ไอ้สัตว์..." โดยเฉพาะถ้าคนรับฝากข้อความนั้นยังไม่ได้แต่งงาน
แต่สุดท้ายก็จะฝืนทำเสียงสวยๆ บอกว่า ข้อความของท่านได้ถูกส่งแล้วค่ะ อะไรเทือกๆนี้ ดีไม่แถมซาลาเปาทานเพิ่ม
เห็นมะ ความเป็นส่วนตัวเห็นๆ
ปัจจุบัน การส่ง SMS นี้เป็นมากกว่าการส่งข้อความธรรมดา แต่ผมว่ามันได้กลายพันธุ์ไปเป็นการค้ารูปแบบหนึ่ง
เกมโชว์เรียลลิตี้ จะโหวตใครเข้าใครออก ก็ SMS
รายการคุยข่าว จะออกความเห็น จะด่าใครยังไง ก็ SMS
เล่นเกมทางวิทยุชิงรางวัลไปต่างแดน ก็ส่ง SMS
เผลอๆอีกหน่อย คงมีหย่ากันทาง SMS ประชุมงานผ่าน SMS ปอกกล้วยผ่านทาง SMS ฯลฯ
กล่าวกันว่า ในช่วงปีใหม่ มีการส่งข้อความไปแทน ส.ค.ส ร่วมนับแสนๆข้อความ โดยเฉพาะในช่วงสี่ทุ่มของวันสิ้นปี จนถึงเช้าของวันปีใหม่
ผมเองก็ได้ปีละสองสามข้อความ...เหมือนเป็นสิ่งที่รอคอยมาทั้งปี
ผมไม่ได้รับข้อความจากมือถือบ่อยนัก ข้อความนานๆครั้งนี้จึงมีคุณค่าทางจิตใจเล็กๆ
และยิ้มเบาๆทุกครั้งที่เปิดข้อความพวกนี้ขึ้นมาอ่านเล่น แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นช่วงปีใหม่อะไรเลย
นอกเหนือจากคำอวยพรปีใหม่ มันคือความปรารถนาดีเล็กๆที่ส่งมาด้วย
ไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เห็นได้ด้วยใจ
April 22 Perhaps Love ...คงเป็นรักล่ะมั้งความรักมักจะดูชัดเจนขึ้นเสมอ...เมื่อมันลอยลับไปอยู่กับอดีตเสียแล้ว
เมื่อวันศุกร์ได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง "Perhaps Love" มาครับ ไม่มีอะไรมาก แค่อยากดู
คนดูไม่ถึงครึ่งโรง...ค่อยสบายหน่อย เหยียดแขนเหยียดขาได้ตามชอบ
หนังเรื่องนี้เป็นหนังกึ่งหนังเพลง เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต ความรัก และความทรงจำ
"ลิน" นักแสดงหนุ่มที่ยอมอดทนและเจ็บปวดมานานถึง 10 ปี เพียงเพื่อได้เจอกับคนรักเก่าที่ลืมเขาเสียแล้ว
"ซุนหน่า" หญิงสาวนักแสดงชื่อก้องที่ยินดี "ตัดต่อ" ชีวิตของเธอออกไป เพื่อพบกับโอกาสใหม่ในวงการบันเทิง
"หนี่เหวิน" ผู้กำกับและคนรักคนปัจจุบันของซุนหน่า ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เธอยังคงอยู่กับเขา
"ชายไร้ชื่อ" เทวดาขี้เล่นที่แทรกตัวในชีวิตของทั้งสามคน เพื่อนำบทชีวิตที่ถูกตัดต่อออกไปกลับคืนมา
ในแต่ละฉากของภาพยนตร์จะสลับกันระหว่างละครเพลงตระการตา ภาพปัจจุบัน และเงาของอดีต
เพียงแต่ทั้งสามอย่างนั้น ล้วนเป็นไปในเรื่องเดียวกันหมด
ในละครเพลง หญิงสาวได้ไปจากแฟนหนุ่มของเธอเพื่อเข้าสู่วงการมายา แต่เธอกลับเสียความทรงจำทั้งหมดไป
จนกระทั่งไปพบกับเจ้าของละครเร่ ผู้แต่งเติมความทรงจำดีๆให้กับเธอ จนกระทั่งชายหนุ่มคนเดิมกลับเข้ามาในชีวิต
รักสามเส้นระหว่างหญิงสาว ชายหนุ่ม และเจ้าของคณะละครเร่ กับรักสามเส้าระหว่างซุนหน่า ลิน และหนี่เหวิน
ถูกจับให้เอามาคู่ขนานกัน โดยมีเทวดาผู้ตัดต่อละครชีวิต เป็นตัวกลาง
แม้ว่าการดำเนินเรื่องจะดูงงๆในบางจุด แต่เรื่องนี้ผมว่าสุดยอดดดด ในเรื่อง plot และ art direction
โดยเฉพาะในฉากละครเพลง ซึ่งสวยงามมาก เพลงก็เพราะ
นักแสดงหลักทั้งสี่คน (ทาเคชิ คาเนชิโร, โจว ซวิ่น, จางเซียะโหย่ว, จีจินฮี) ก็ดีมากๆ เข้าถึงอารมณ์
คิดว่าคนที่ชอบดู moulin rouge น่าจะชอบ ลักษณะคล้ายๆกัน
แม้ว่าตอนจบของเรื่อง อาจไม่ค่อยตรงใจใครหลายคนนัก
และยังคงมีคำถามค้างคาใจเมื่อเดินออกจากโรงหนังไปแล้ว
ในเส้นทางของคนทั้งสามที่เลือกจะเดินจากกันไป โดยเก็บไว้เพียงความทรงจำสีจางๆ
เพราะอะไรน่ะหรือ? ผมคงต้องย้อนทบทวนดูว่าตัวเองเพิ่งไปดูหนังอะไรมา
คำตอบ... ก็คงเป็นรักล่ะมั้ง... April 19 Sympathy for lady vengeanceวันนี้มีหนังดีๆมาแนะนำครับ
เรื่องนี้ชื่อว่า Sympathy for lady vengeance เป็นหนังเกาหลี นำแสดงโดยลียองเอ -- ก็คนที่เล่นเป็นแดจังกึมน่ะแหละ
แต่คราวนี้เธอไม่ได้มาแบบอ่อนโยน ที่จริงเธอกลับมาพร้อมปืนในมือหนึ่งกระบอก และบัญชีหนี้แค้นที่รอการสะสาง
เรื่องมันมีอยู่ว่า กึมจา (ลียองเอ) เป็นหญิงสาวที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นฆาตกรฆ่าเด็กอนุบาล ทั้งที่เธอไม่ได้กระทำ
แต่เธอกลับยินดียอมรับโทษ ด้วยการใช้ชีวิตอยู่ในคุกเป็นเวลา 13 ปี...
ตลอด 13 ปี คือเวลาที่เหมาะสมในการวางแผนคิดบัญชีแค้นต่อครูหนุ่มที่ชื่อว่าเบ็ก ชายผู้ใส่ความเธอ
กึมจาออกจากคุกด้วยความแค้น และหมายมั่นที่จะกวาดล้างทุกคนที่เข้ามาขวางเธอ
แต่เหตุการณ์เปลี่ยนไป เมื่อกึมจาพบกับลูกสาวของเธอเอง ผู้ที่ทำให้เธอต้องเลือกระหว่างการแก้แค้น และการให้อภัย
ในช่วงวินาทีที่เธอจะเหนี่ยวไกปืนใส่เบ็ก เธอตัดสินใจยังไง?
หนังเรื่องนี้โดดเด่นมากๆ ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์ เช่น เต้าหู้สีขาวบริสุทธิ์ที่เธอปัดตกอย่างไร้ความหมายเมื่อครั้งที่เธอออกจากคุก แสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ในการล้างแค้น หรือเค้กสีแดงเหมือนเลือดในใบปิดหนังที่ราวจะสื่อให้เห็นการนองเลือดที่หอมหวาน
นอกจากนี้ กำกับศิลป์ การดำเนินเรื่อง และที่สำคัญมากกับผม คือความสวยของลียองเอ ถือว่าสุดๆ
เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการอ่าน เลยเอาใบปิดหนังมาแปะไว้ให้ดูเล่นอีกด้วย
เท่สุดๆ กะว่าถ้าหาโปสเตอร์ได้จะมาติดไว้ในห้อง
ลองไปหาดูกันนะ
ป.ล. ที่มาของภาพ มาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=7&month=04-2006&date=04&blog=1 บล็อคของชาวพันทิพที่ชื่อ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขอขอบคุณในโอกาสนี้ด้วยคับ
April 14 สงกรานต์เป็นเรื่องของธุรกิจผมขอยืนยันว่า วันสงกรานต์มิได้เป็นวันพักผ่อนนอนหลับ หรือไปเที่ยวแน่ๆ อย่างน้อยก็สำหรับผม
เพราะเราคงไม่เรียกการตื่นมาตั้งแต่เช้า เพื่อช่วยทอดไก่ ตำน้ำพริก ต้มแกง เดินแจกเหล้ากะโซดา และงานอื่นๆที่ทำให้นึกถึงวิชางานบ้านสมัยมัธยมต้น ว่าเป็นการพักผ่อนหรอก
เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา เหมือนเป็นวันพบญาติครั้งยิ่งใหญ่ของที่บ้าน
ซึ่งบรรดาลุงๆป้าๆทั้งหลายจะมาเพื่อกินดื่ม และเม้าท์แตกแหลกลาญกันตามประสาคนเกิดมานาน
ไอ้เราก็ไม่รู้จะคุยอะไร เลยเดินเข้าๆออกๆระหว่างครัวกับหน้าทีวี
แถมตอนเย็น พี่สาวเกิดตัดช่องน้อย ไปซอยข้าวสารหน้าตาเฉย (เพิ่งกลับมาเมื่อเช้า)
งานที่เหลือ คือการจัดศาลพระภูมิกับศาลเจ้าที่ ก็เลยเป็นกรูอีก
เหนื่อยจิ๊บโหง
ดูข่าวภาคค่ำ มีภาพบรรยากาศของงานสงกรานต์ในหลายๆที่ ไม่ว่าจะเป็นถนนข้าวสาร ข้าวเหนียว ข้าวซอย ข้าวแช่ ฯลฯ
สาดดดดดดดกระจาย ดูๆไปก็คล้ายๆกับถูกคลื่นสึนามิถล่มมาใหม่ๆ
คิดดูว่า พวกปืนฉีดน้ำ ดินสอพอง และบรรดายุทโธปกรณ์สำหรับการประลองยุทธ์ทางน้ำ จะขายได้เยอะขนาดไหนในช่วงสี่ห้าวันนี่ คงไม่น้อยเลยทีเดียว
ทั้งๆที่แต่ก่อนตอนเด็ก ก็ยังพอจำได้ว่าการเล่นสงกรานต์ ไม่มากไปว่าการเอาขันตักน้ำสาดใส่กัน ใครมีปืนฉีดน้ำกระบอกโตๆ ก็ถือว่าเก๋สุดแล้ว
สงกรานต์กลายสภาพเป็นธุรกิจ และภาพของสงกรานต์แบบเก่าๆ ก็กำลังถูกชะล้างหายไป
ผมจึงไม่แน่ใจว่าการส่งเสริมธุรกิจในช่วงเทศกาล จะเป็นเรื่องที่มีแต่ได้
เพราะบางครั้ง เราก็ต้องแลกมาด้วยธรรมเนียมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปรไป ชนิดที่คงเอาคืนมาไม่ได้ง่ายๆ
ความทรมานทรกรรมของผมในช่วงสงกรานต์นี้ยังไม่สิ้นสุด
เพราะวันพรุ่งนี้ก็มีงานทำความสะอาดโต๊ะหมู่ และพระอีกหลายรูป ก็รอการเช็ดถูมาเป็นปีแล้ว
...เหมือนได้ยินเสียงแม่ตะโกนให้ช่วยเก็บมะม่วงแฮะ...
April 11 ดอนเมือง ลุ่มเมืองเนื่องจากตึกทื่ทำ lab อยู่ติดกับฝั่ง ร.พ. รามาธิบดี บ่อยครั้งก็ไปหาอะไรกินแถวๆนั้น
ใกล้ๆกับตึกเรียนรวมของคณะแพทย์ฯ จะมีร้าน puff & pie ของการบินไทยตั้งอยู่
โดยปกติ ภายในจะมีแอร์โอสเตสหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราอยู่สองคน คนนึงเป็นคนรับเงิน อีกคนเป็นคนคีบขนมมาจัดใส่กล่อง
กล่องที่ว่านี้เป็นกล่องกระดาษสีม่วงๆ คิดว่าคงเหมือนๆกับที่เสิรฟบนเครื่อง
จริงๆก็ซื้อขนมของร้านนี้มากินหลายหนแล้ว แต่เพิ่งจะสังเกตอะไรบางอย่างเมื่อเช้า
คือด้านในของกล่อง จะมีเส้นบรรทัดและมีกรอบเล็กๆทางมุมขวาบนของฝากล่อง
มันคือโปสการ์ดนั่นเอง
เข้าใจว่าคนที่ออกแบบกล่องนี้ ต้องการให้คนกินตัดฝากล่อง ไปส่งเป็นโปสการ์ดให้กับคนที่คุณรัก
ประมาณว่า "กรูได้กิน puff & pie ของสายการบินไทยแล้วนะโว้ย เก๋ป่าว"
ความคิดครีเอทสุดจะบรรยาย โชคดีที่ยังไม่ต้องตัดฝากล่องเอาไปชิงโชค ลุ้นล้านกะการบินไทย
ด้านล่างมีข้อความตัวเท่ามด เขียนว่า ฝ่ายบริการ อะไรสักอย่าง แล้วเขียนที่อยู่ไว้ว่า อาคารรักคุณเท่าฟ้า ดอนเมือง กรุงเทพฯ
สงสัยจังว่าใครเป็นคนคิดชื่อ "ดอนเมือง" แต่น่าจะมาจากที่ว่า บริเวณนี้คงเป็นส่วนที่อยู่สูงที่สุดของเมือง
ถ้าอย่างนั้น แถวบ้านผมน่าจะได้ชื่อว่า "ลุ่มเมือง" เพราะฝนตกหนักๆทีไร น้ำท่วมทุกที แถมยังไม่มีใครหน้าไหนมายกระดับความเจริญให้พ้นน้ำสักที
อีกอย่าง เมื่อวานมีตลาดนัดวันสงกรานต์ที่คณะ มีของกินนิดหน่อย
มีเจ้านึงเขียนว่า "ไส้กรอกอีสาน เจ้าเก่าดอนเมือง" ขายไส้กรอกที่ดูไม่เหมือนไส้กรอก น่าจะเรียกว่าลูกปิงปองมากกว่า
แม้ว่าผมไม่ค่อยเข้าใจว่าอาหารพื้นบ้านย่านตะวันออกเฉียงเหนือ จะไปเกี่ยวอะไรกับดอนเมือง คงเพราะว่าแถวนั้นขายเยอะมั้ง แต่ผมก็ถามไปว่าอันละเท่าไหร่
คนขาย (ที่ดูไม่เต็มใจจะขาย) บอกว่า สามลูกยี่สิบ
แม่เจ้า ไส้กรอกอีสานแถวดอนเมืองนี่มันจะโกอินเตอร์ตามเครื่องบินแถวนั้นไปหรือไงวะ ขายแม่งแพงเชียว
แต่กรูก็เจือกซื้อมา เค็มชิบเป๋ง ไตกรูจะพังมั้ยเนี่ย
|
|
|