Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    August 02

    2B or not 2B? (1)

    ดินสอสองบี เหมือนเกิดมาให้คู่กับกระดาษคำตอบแบบฝน

    ผมนึกประโยคนี้ขึ้นมาได้ในขณะกำลังคุมสอบนักศึกษาเมื่อเช้าวันนี้เอง

    เพราะเหมือนกับว่าในความคิดของผม ดินสอสองบีก็มีไว้แค่

    ใช้ฝนกระดาษคำตอบแบบที่เป็นคอมพิวเตอร์

    นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่ได้เอาไปใช้ทำอะไร

    เวลาผมเขียนทั่วไป ก็ใช้แบบ HB เพราะผมว่า 2B มันเข้มเกิน

    และไม่ทนไม้ทนมือเท่า ก็แค่นั้น


    การคุมสอบเป็นเหมือนประเพณีอันน่าเบื่อหน่ายของการเป็น TA

    พอถึงช่วงสอบปุ๊ป ก็โดนคณะจิกตัวให้ไปคุมสอบตรงโน้นตรงนี้

    ใครโชคดีหน่อย ก็แค่ครึ่งวัน ใครดวงซวย ก็ไปทั้งวัน

    วันนี้ผมก็ไปคุมสอบวิชา Gen Bio ของนศ.ทันตะ ตามที่คณะให้ไป

    ไม่มีอะไรมาก แค่เดินจัดข้อสอบกับกระดาษคำตอบ เรียก นศ.เข้าห้องสอบ

    แล้วก็เดินให้เซ็นชื่อ ที่เหลือก็เดิน เดิน และเดิน วนอยู่ในห้อง

    เหมือนเดินจงกรมน่ะ ดีที่สอบแค่สองชั่วโมง ถ้ามากกว่านั้น ผมอาจบรรลุโสดาบันได้


    อ่านข้อสอบแล้วก็หัวเราะ ขำดี นึกถึงสมัยเรียนปีหนึ่ง

    คำถามบางข้อ ในตอนนั้นเป็นอะไรที่ดูซับซ้อน แต่ในตอนนี้ มันดูเหมือนง่ายไปหมด

    แต่บางคำถาม เราเองก็ลืมไปแล้วว่ามันคืออะไร

    ผ่านไปห้าหกปี ความรู้สุทธิของเราก็เท่าเดิม ไม่เพิ่มขึ้นตามเวลา

    เพราะบางอย่าง เราก็ฉลาดขึ้น และบางอย่าง เราก็โง่ลง


    จากการเดินจงกรมในห้อง แม้จะไม่ถึงกับทำให้ผมซาบซึ้งในพระธรรม

    แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่า การตอบข้อสอบของเรานั้น มีหลายแบบ

    หลายคนจะทำแบบเรียงๆลงมาอย่างใสซื่อไร้มารยา

    แต่บางคนก็ชอบกาในข้อสอบไว้ก่อน แล้วค่อยมาไล่ลมไล่ฝนกันทีหลัง

    บางคนก็ทำเรียงจากข้อสุดท้ายไปข้อบนสุด

    บางคนก็พลิกกระดาษให้อยู่ในแนวนอน แล้วทำจากซ้ายไปขวา

    นานาจิตตํ แล้วแต่ว่าใครชอบอะไร เห็นแล้วก็คิดอะไรได้

    อย่าว่าแต่จะให้คำตอบของคนเราเหมือนกันเลย

    วิธีในการตอบข้อสอบของคนเรา ก็ไม่ค่อยจะเหมือนกัน

    หากคำถามในชีวิตเป็นโจทย์ข้อสอบ เราเองก็เป็นเช่นนั้น

    เพียงแต่อาจจะไม่มีถูกหรือผิดในตัวคำตอบ

    เพราะผู้ทำข้อสอบ สักวันก็คงรู้ได้เอง ว่าคำตอบคืออะไร


    ป.ล. ของวันนี้ยาวเกินไปแล้ว มาต่อวันหลังละกัน
    July 30

    จอมกระบี่เดียวดาย

    ฝีเท้าของเขาย่ำลงไปบนพื้นดินว่างเปล่า

    แม้จะเหมือนมีคนผ่านทางนี้มาแล้ว แต่กลับไร้ซึ่งความทรงจำใดๆ


    จอมกระบี่เดินทางมานานมากแล้ว

    เส้นทางของเขารวมไปถึงเขาสูงชัน แม่น้ำเชี่ยวกราก และเมืองที่ร้างลา

    เขาได้พานพบ และจบลา จากผู้คนมากหน้าหลากตา

    หากแต่ไม่มีใครกล้าร่วมทางกับจอมกระบี่


    ใบหน้าที่ทรุดโทรม นัยน์ตาที่เหนื่อยล้า

    แต่ขาสองข้างของเขายังเดินต่อไป

    พร้อมกระบี่คู่ใจ ที่พร้อมจะสังหารศัตรูเบื้องหน้า

    เพียงเพลงดาบหนึ่งกระบวน


    จอมกระบี่ย่ำเดินไป ผ่านพื้นดินว่างเปล่า

    รอยเท้าของเขาลบเลือนเพียงแค่หันมองกลับไป

    เส้นทางที่ผ่านมาไม่เคยมีความหมายใดๆ

    ปูมเดินทางเดียวของเขาคือเงาที่ทอดลงบนพื้นทราย


    จอมกระบี่เคยกลัวไหม จอมกระบี่เคยเหนื่อยล้าไหม

    จอมกระบี่เคยเหงาไหม จอมกระบี่เคยรักใครไหม


    เพราะเขามิใช่ปราชญ์ จอมกระบี่ทิ้งคำถามเหล่านี้ไว้กับสายลม

    ให้มันพัดพาไปหาใครสักคน ใครสักคนที่ตอบได้ดีกว่าเขา

    แล้วผินหน้าเดินต่อไป


    จอมกระบี่ยังคงย่ำเดินต่อไป พร้อมกับกระบี่คู่ใจ

    และจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยมีอยู่จริง
    July 20

    อีกด้านของดวงจันทร์

    หากผืนผ้าใบสีขาวเป็นลานกว้างทางจินตนาการของจิตรกรแล้ว

    ท้องฟ้ามืดมิดสีดำก็คงเป็นสนามสร้างสรรค์ของกวีและนักเขียนในแบบเดียวกัน

    ผมเข้าใจเมื่อเหม่อมองท้องฟ้าไปนานๆ แม้จะดูสงบนิ่ง แต่ก็ทำให้คิดอะไรต่ออะไรไปได้เรื่อยเปื่อย


    เมื่อคืนก่อน นั่งมอไซค์กลับบ้านตอนเกือบๆสี่ทุ่ม ก็เห็นท้องฟ้าแบบที่เคยเห็น

    ไปสะดุดที่ดวงจันทร์ที่ถูกเงาของโลกกัดกินหวิ่นแหว่งไปจนเหลือเพียงเสี้ยว

    ใครว่าความไม่สมบูรณ์นั้นไม่งดงาม ผมเห็นว่าบางครั้งดวงจันทร์ที่เหลือเพียงเสี้ยวนั้น

    กลับดูสวยกว่าจันทร์เต็มดวงเสียด้วยซ้ำไป


    เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มไหนสักเล่ม ที่บอกว่า ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารที่แปลกกว่าดวงอื่นๆ

    ตรงที่เวลาการหมุนรอบตัวเองของมัน ตรงกับเวลาที่มันโคจรรอบโลก

    ด้วยเหตุนี้ มันจึงหันหน้ากระต่ายตำข้าวของมันเข้าหาเราเสมอ

    จนมีนักวิทยาศาสตร์ขี้สงสัยบางคน คิดเลยเถิดไปถึงว่า บางทีดวงจันทร์อาจเป็นฐานลับ

    ของพวกมนุษย์ต่างดาวที่คอยสังเกตการณ์โลก บลาๆๆ

    คนเรานี่ก็คิดไปได้ไกลเนอะ 


    มองในอีกด้าน เราก็จะรู้ว่าอีกด้านของดวงจันทร์นั้น ไม่เคยหันมาทางโลกเลย

    แม้จะใกล้เพียงเท่านี้ แต่ก็ไม่มีกล้องดูดาวไหนที่หยั่งรู้ถึงด้านมืดของดวงจันทร์ได้

    ต้องส่งยานไปบินรอบ ถึงจะได้ภาพกลับมาชื่นชม


    ผมคงคล้ายๆคนที่ยืนอยู่ในเงามืดของดวงจันทร์ล่ะมั้ง

    คุณรู้ว่ามันมีอยู่ แต่คุณไม่เห็นมัน ทำยังไงก็ไม่เห็นมัน

    และก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะสร้างยานไปโคจรมาหาผมด้วย

    แต่จะทำยังไงดี ผมกลัวเกินกว่าจะออกมาด้านที่สว่าง

    จึงได้แต่หลบอยู่ในอีกด้านของพระจันทร์ต่อไป


    ข้างขึ้นผ่านมา ข้างแรมผ่านไป ด้านสว่างขยายขึ้น ด้านสว่างหดตัวลง

    แต่ด้านมืดก็ยังมืดเหมือนเดิม คงอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะนานเท่าใด

    ในเงาของใครบางคน ... ผมก็ยังอยู่ในนั้น

    เหมือนคนเดินบนดวงจันทร์อีกด้านหนึ่ง
    July 14

    ห้องสมุด

    วันก่อนเปิดหาภาพใน wiki ไปเจอภาพของห้องสมุดของ British museum รู้สึกชอบ

    ชอบสถานที่ที่มันสงบๆ แล้วก็มีอะไรให้อ่านให้ค้นมากมาย

    จำได้ว่าตอนอยู่ ม.5 มีเพื่อนของพี่สาวที่เรียนถาปัด ของ ม.รังสิต จ้างให้พิมพ์ thesis ของเขา

    เป็น thesis ที่เกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุด ก็เลยเหมือนได้ความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของห้องสมุดมาด้วย

    แม้แต่ตอน ม.6 ยังเคยโดดเรียนพิเศษมาอ่านหนังสือที่หอกลางฯของจุฬาฯ

    เพราะรู้สึกว่าการไปนั่งฟังอะไรอย่างนั้น มันน่าเบื่อเกินไป

    ปัจจุบันผมก็ยังชอบอยู่ในห้องสมุด แม้ว่าจะน้อยลงไปก็ตาม


    บ่อยๆ ด้วยความที่เหมือนตัวเองอยู่กับห้องสมุดมาพอควร ลองนั่งๆคิดถึงห้องสมุดในโลกของตัวเอง

    หากอะไรๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แปรรูปเป็นหนังสือได้ จะมีหนังสือสักกี่เล่มกันนะ

    จะมีภาพตอนเด็กๆอยู่ในหนังสือเล่มไหนบ้าง มีสิ่งที่เคยได้เรียนรู้รวบรวมอยู่ในเล่มอะไร

    สิ่งที่เพิ่งจะได้รู้มา ก็คงเหมือนหนังสือที่ยังใหม่ ห่อปกใสๆสวยๆ มีหน้าครบ สีสันสวยงามชัดเจน

    แต่อะไรที่เลยหลังไปนานแล้ว ก็คงมีฝุ่นจับหนา หน้ากระดาษก็คงเหลือง และตัวอักษรคงเลือนลางไปเยอะ

    และหลายต่อหลายเล่ม ก็คงกลายสภาพเป็นเศษที่หารูปเดิมไม่ได้ กระจัดกระจายตามพื้นห้อง


    แม้ว่าหนังสืออดีตกับหนังสือจริงๆจะดูคล้ายๆกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดกลับต่างกันสิ้นเชิง

    หนังสือจริงๆนั้นถูกแก้ไขได้ เราสามารถจะขีดย้ำ ขีดฆ่า หรือฉีกหน้าที่เราไม่ต้องการไปได้

    แต่หนังสือความหลังนั้น เราทำอะไรมันไม่ได้เลย เราได้แต่อ่านมัน หรือไม่ก็เก็บมันเข้ากรุ

    กับผม บางเล่มผมก็เอามันมาอ่านบ้าง เป็นบางครั้ง เวลาอยากจะอ่านขึ้นมา

    บางเล่ม ก็ปล่อยมันผุพังอยู่อย่างนั้น


    วันนี้จะไปหาอะไรอ่านที่อุทยานการเรียนรู้ TK park

    บางครั้งก็อยากอยู่เงียบๆ กับหนังสือ

    ทั้งห้องสมุดข้างนอก และห้องสมุดข้างใน
     

    July 02

    ระยะสัมพัทธ์

    ผมนั่งมองการเจริญพัฒนาของระบบรถไฟฟ้าของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เริ่มลงเข็ม
     
    เนื่องจากตอน ม.ปลาย ผมต้องแหกตาตื่นมานั่งรถเมล์มาโรงเรียนเตรียม ผ่านถนนสุขุมวิท
     
    หลับๆตื่นๆ มองออกไปเห็นเสาเข็ม เห็นโครงร่างสถานี และได้ยินเสียงทดสอบการเดินรถ
     
    จนมันสร้างเสร็จราวๆตอนผมอยู่ ม.5 หรือ ม.6 นี่แหละ ผมก็เป็นคนนึงที่ไปบ้าเห่อ ขึ้นตั้งแต่วันแรก
     
    มันเร็วมาก...แปปเดียวก็ถึงอ่อนนุชแล้ว ทั้งที่เวลาปกติใช้เวลากว่าชั่วโมง
     
    ระยะห่างของสยามถึงอ่อนนุช ถูกย่นลงราวกับกระดาษที่ถูกอัดติดกันในเครื่องพิมพ์
     
    นึกถึงคำที่คนเก่าคนแก่เคยพูดว่า แต่ก่อนระหว่างพระโขนงกับพระนคร ก็ห่างกันราวกับคนละโลก
     
    เดี๋ยวนี้ห่างกันแค่ครึ่งชั่วโมง กับอีกห้าสิบบาท (รถไฟฟ้าสามสิบห้าบาท บวกค่ารถเมล์)
     
     
    ผมในเวลาเจ็ดแปดปีต่อมา ก็พบว่าตัวเองมองภาพที่ถูกฉายซ้ำ
     
    นั่งรถเมล์ต่อออกมาจากสถานีอ่อนนุช เพื่อมาแหงนดูการก่อสร้างส่วนต่อขยาย
     
    มนุษย์เรานี่ฉลาดเนอะ หาวิถีทางที่ทำให้เราใกล้ชิดกันในระยะสัมพัทธ์มากขึ้น
     
    ทำให้เวลาเป็นปัจจัยที่ควบคุมกะเกณฑ์ได้แน่นอนขึ้น
     
    โดยการสร้างถนน สร้างทางด่วน สร้างสะพาน สร้างรถไฟฟ้า สร้างสนามบินนานาชาติ
     
     
    แม้ว่าเรามีระบบขนส่งมากมาย แต่ความจริงก็คือความจริง
     
    ที่ว่ามันไม่ได้ช่วยให้คนเราใกล้กันในทางจิตใจ
     
    บางครั้งผมก็ยอมรับว่า ผมแทบไม่รู้จักใครที่อยู่ในแลปชั้นเดียวกันเลย
     
    ทั้งที่แค่เดินไปก็ถึง แต่เรากลับโหยหาสิ่งที่อยู่ไกลออกไป
     
    เราแค่ใช้ระบบขนส่งที่ว่าสนองความอยากของเราเท่านั้นเอง
     
    ความอยากที่จะไปให้ไกลจากทุกสิ่ง  ไกลจากจุดที่เรายืน ไกลจากความเป็นตัวของเรา
     
    ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายคืออะไร
     
     
    เย็นนี้ผมก็คงยืนเกาะราว มองดูเหล่าฝูงชนในรถไฟฟ้า เหมือนทุกเย็น
     
    มองดูคนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน แค่เข้ามาในรถไฟฟ้า แล้วก็ออกไปจากรถไฟฟ้า
     
    บางครั้งเราก็ใกล้เข้ามา บางครั้งเราก็ไกลออกไป...
    June 25

    ฉันอยู่คนเดียว...ได้...

    ใครเขาก็คงรู้
    ฉันมันดูไม่ใส่ใจ
    ไม่ชอบจริงจังกับใคร
    อยากตามใจตัวฉันเอง

    ไม่เหงา ไม่อยากซึม
    ถึงคนเดียวก็อยู่ได้
    ฉันบ้าทำงานจะตาย
    แบ่งเวลาไปให้ใคร...คงไม่พอ

    แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร
    ถ้าได้ดูหนังรักดีๆ
    พอถึงฉากบอกรักกันทุกที
    ฉันต้อง...ร้องไห้

    น้ำตาก็ไหล
    ไม่เข้าใจสักที
    จะมัวมาซึ้งอะไร
    มาเศร้าทำไมหนอเรา

    หรือใจดวงนี้
    ยังต้องการรักใคร
    ที่แท้ส่วนลึกในใจ
    มันเหงา...เหลือเกิน

    ตบตาคนอื่นไป
    ลึกในใจมันสุดเหงา
    ที่บ้าทำงานจนเช้า
    เพื่อคลายเหงา...เท่านั้นเอง

    ไปไหนก็อมทุกข์
    เที่ยวคนเดียวสนุกตาย
    ท้องฟ้ามันงามแค่ไหน
    แต่ไม่มีคนรู้ใจมาร่วมมอง

    พอมานั่งดูหนังคนเดียว
    ถ้าได้เจอหนังรักดีๆ
    พอถึงฉากบอกรักกันทุกที
    ฉันก็...ร้องไห้
     
     
    ฉันอยู่คนเดียวได้ -- ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์
    June 21

    ในแต่ละเช้า

    ผมรู้สึกว่าการมีชีวิตในแต่ละวันนั้น คล้ายๆกับการขี่จักรยาน
     
    คือมันจะฝืดที่สุด ตอนที่เริ่มต้นจะขี่
     
    แต่ละเช้าของผมก็คล้ายอย่างนั้น มันเริ่มต้นได้ไม่เคยสดใส
     
    บ่อยครั้งที่สายตาของผมมองเพดานสีขาวว่างเปล่า แล้วนึกถามตัวเองว่ามาทำอะไรที่นี่
     
    และกว่าจะลุกขึ้นจากที่นอนได้ ก็ใช้เวลานานขึ้นเรื่อยๆ
     
    เหมือนมันมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ดึงผมให้จมไปกับมัน
     
    การตื่นตีห้าทุกวันนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
     
    แต่จะให้นอนเร็วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน กว่าจะกลับบ้านก็สี่ทุ่มไปแล้ว
     
    บางคืนก็นอนแค่สองสามชั่วโมง ความฝันของผมช่างมีอายุขัยสั้นเหลือเกิน
     
     
    กลางคืนที่ว่างเปล่า เช้าตื่นขึ้นมาจึงเหือดแห้ง
     
    และมีสภาพไม่ต่างจากหุ่นกระป๋อง
     
    ที่คนเขาทิ้งแล้ว
     
     
    แล้วเช้าอีกวันก็ผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป
     
    เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่ผมชินชากับสิ่งนี้
     
     
    ยอมรับ ว่าบางครั้งก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย
     
     
     
    June 11

    ให้รางวัลกับบางวันของชีวิต

    สอบ thesis proposal เสร็จแล้วค้าบบบบ!!
     
    สองเดือนแห่งการนั่งอ่านเปเปอร์บ้าบอคอแตก และการพิมพ์ภาษาอังกฤษที่น่าเบื่อหน่าย
     
    และแลป pilot study ที่ดูจะมีจุดอ่อนเต็มไปหมด
     
    บรรลุผลโดยเครื่องหมายถูกหน้าช่อง "ผ่าน" ในใบรายงานผลสอบ
     
    ดีใจ แม้ว่ามีงานบางส่วนต้องแก้ไข ก็เอาน่ะ
     
     
    เนื่องจากในวันต่อมา ต้องมาทำ lab ต่อแต่เช้า
     
    หลังจากสอบเสร็จ ผมเลยพาตัวเองไปหาความสนุกสนานแบบง่ายๆ
     
    โดยการดูหนัง และการกินข้าว และการเดินสยาม
     
    หนุกดี แฮปปี้ดี
     
    ขนาดดูหนังเรื่องพลอย ยังว่าสนุก คิดดูละกัน
     
     
    สำหรับผมแล้ว กฏแรกของการใช้ชีวิต คือการให้รางวัลกับบางวันของชีวิต
     
    (อีกแล้ว...มันเป็นสโลแกนมาจากเครื่องดื่มมีแอลกอฮอลล์)
     
    นืดๆหน่อยๆพอประมาณ ให้กับตัวเอง
     
    เก็บเกี่ยวเอาสิ่งที่เราควรจะได้จากการทำงานอย่างลำบาก
     
    มาใช้ปลอบใจตัวเองเวลาต้องเจอเรื่องหนักๆข้างหน้า
     
     
    วิธีนี้มีที่มาจากการไม่ตอบสนองใดๆของคนที่บ้าน เวลาที่ผมได้เอช้วน
     
    ผมเลยไม่คาดหวังอะไรกับตรงนั้น มาคาดหวังกับตัวเองดีกว่า
     
    "ถ้าเที่ยวนี้ได้เกรดสวยๆ ไปกินร้านนั้นดีกว่า" อะไรทำนองนี้
     
    แต่สงสัยจะให้รางวัลมากไป เลยอ้วนเอาๆ
     
     
    วันนี้ขอหนึ่งวัน ที่ได้รักตัวเอง ได้ให้อะไรกับตัวเอง
     
    คิดอย่างนี้ได้บ่อยๆ ก็คงดีล่ะนะ
     
    June 06

    ใกล้

    เคยได้ยินเรื่องของ "Hedgehog's dilemma" มั้ย?
     
    มันเป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่กล่าวว่า ยิ่งคนสองคนอยู่ใกล้กันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายมากเท่านั้น
     
    เรื่องนี้มันมีที่มาจากเรื่องเล่าที่ว่า เม่นจำนวนหนึ่งต้องการที่จะอยู่รวมกันเพื่อให้กลุ่มของมันอบอุ่น
     
    แต่ยิ่งรวมกันเท่าไหร่ หนามบนตัวมันก็ยิ่งทิ่มเข้าไปในอีกตัว
     
    จนสุดท้าย พวกมันต้องยอมหนาว เพื่อให้ไม่ต้องเจ็บตัวจากหนามของตัวอื่นๆ
     
     
    ผมนั่งนึกๆดูว่า ในชีวิตนี้ผมเคยได้สัมผัสหนามของคนมาเท่าไหร่บ้าง
     
    จริงๆแล้วก็ไม่ได้มากมายนัก คงเพราะผมหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้คนมากเกินไป
     
    ความใกล้ เป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นกับมันนัก
     
    สัมผัสของเนื้อหนังที่มีชีวิต ความอุ่นของฝ่ามือ และเสียงชีพจรที่ออกมาจากช่องอก
     
    นอกจากของผมเองแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกจากใครเท่าไหร่
     
    แต่แปลกที่ยิ่งผมเลี่ยงจากหนามเหล่านั้นเท่าไหร่ บางครั้งผมกลับหวาดกลัวมัน มากขึ้น มากขึ้น
     
    กลัวที่ต้องอยู่กับใครสักคน ทั้งๆที่ต้องการที่จะอยู่กับใครสักคน
     
     
    หนามบนใจของผมเยอะขึ้นเรื่อยๆ
     
    ผมปลีกตัวเองจากสังคมโดยรอบมากขึ้นเรื่อยๆ
     
    ความใกล้ก็ดูเหมือนจะไกลออกไปเรื่อยๆ
     
    เหมือนภาพลวงตา ของที่ใกล้เข้ามา แต่กลับไกลออกไป
     
     
    ป.ล. แท้จริงแล้ว เม่นเป็นสัตว์ที่อยู่กันเป็นกลุ่ม
     
    และเวลาที่มันหลับ มันจะหลับด้วยกันโดยลู่หนามบนตัวให้แนบไปกับหลัง
     
    เว้นแต่เวลามันถูกรบกวน มันจึงจะชูหนามนั่นขึ้น
     
     
    June 01

    เหนื่อยพอหรือยัง?

    ผมเกลียดวันศุกร์
     
    ตรงข้ามกับความคิดหลายๆคน ที่วันศุกร์คงเป็นวันที่สุข เพราะจะได้หยุดไปอีกสองวัน
     
    แต่ของผม วันศุกร์มันออกจะทรมาน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทนกับอะไรหลายๆอย่างมาทั้งสัปดาห์
     
    ความล้ามันสะสม เหมือนคนวิ่งมาไกลๆที่แผ่วปลายลงเรื่อยๆ
     
    จนมันไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉยๆ
     
    และเสาร์อาทิตย์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หยุดสักเท่าไหร่ สิ่งที่สะสมอยู่ ก็ยังสะสมอยู่ตรงนั้น
     
     
    บางครั้งก็นั่งถามตัวเองว่า นี่เรามาไกลเกินไปหรือเปล่า
     
    สิ่งที่เราทำอยู่ มันกำลังกัดกินชีวิตเราลงไปเรื่อยๆใช่มั้ย
     
    เราเหนื่อยกันมาพอหรือยัง?
     
     
    เคยนั่งคุยกับเพื่อนว่า บางที ถ้าเราเลือกทางชีวิตอีกทางหนึ่ง
     
    ทางที่เราไม่ประมาทใจตัวเองมากเกินไป
     
    เรา -- อาจจะ -- มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้
     
    อย่างน้อยๆก็อาจไม่ต้องนั่งเหงาอย่างนี้ คงมีเพื่อนมากกว่านี้ มีคนที่รักเรามากกว่านี้
     
    พูดอย่างนั้นแล้วก็ถอนหายใจ
     
    เราเหนื่อยขนาดที่คิดอย่างนั้นแล้วหรือ
     
     
    เหมือนรถที่กำลังจะหมดน้ำมัน สนิมเขรอะและผุกร่อน
     
    แรงที่จะเดินต่อ เริ่มจะไม่มี
     
    เหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย
     
    เมื่อไรจะหายไปเสียที
     
    May 30

    ...เบื่อ

    นั่งทำ proposal จนเกือบเสร็จแล้ว เหลืออีกสิบวันก่อนสอบ
     
    วันนี้ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เก็บรายละเอียดใน powerpoint
     
    รอผล pilot study อีกผลเดียว ถ้า work ก็เป็นอัน ok ถ้าไม่ ก็อีกเรื่อง
     
    เหมือนชีวิตแขวนต่องแต่งอยู่กับปฏิกิริยาทางชีวภาพ ว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิด
     
    แรกๆเวลาผลไม่ได้ ก็มีหัวเสีย หลังๆมันชินเสียแล้ว
     
    มันไม่มีเวลามาเสียอารมณ์ มันต้องรีบแก้ปัญหาต่อ
     
    คิดคนเดียว ทำคนเดียว ซวยก็ซวยไปคนเดียว
     
     
    บางครั้งมันก็เบื่อๆนะ
     
    เบื่อคนที่ทำงาน เบื่อคนที่บ้าน เบื่อสภาพแวดล้อมรอบตัว
     
    เคยคิดว่าถ้าเลือกไม่ต้องข้องแวะกับคนที่ทำให้เราเสียความรู้สึกได้ มันก็คงดี
     
    เผอิญว่ามันเลือกไม่ได้ ทำได้แค่เดินหนีออกมา
     
    ความรู้สึกดีๆเก็บไว้ ความรู้สึกเลวๆทิ้งไป
     
     
    ผมรู้สึกไวต่อสิ่งต่างๆมากเกินไป จนมันกลายเป็นจุดด่างที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต
     
    เพราะเหมือนต้องใช้ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันในการคัดกรองความรู้สึก
     
    บางครั้งที่กรองนั้นก็มีรูรั่ว ความรู้สึกหยาบๆเลยเล็ดรอดเข้ามาได้ เข้ามาทำร้ายเรา
     
    ผมก็กลัวว่าถ้ามันมากๆเข้า ความรู้สึกเหล่านั้นคงทับถมผมจนหายใจไม่ออก
     
     
    ผมว่าเดี๋ยวนี้โลกเราเต็มไปด้วยมลภาวะทางความรู้สึกนะ
     
     
    วงจรชีวิตที่น่าเบื่อของผมก็ยังเดินต่อไป ไม่มีอะไรเปลี่ยน
     
    ความรู้สึกเดิมๆของผมก็ไม่เปลี่ยน
     
    ว่าจะหาสักวันนึง เอาอะไรมาซ่อมที่กรองความรู้สึกเสียหน่อย
     
     
     
    May 22

    ห้อง

    ที่บ้านผมต่อเน็ทของ true มานานแล้ว แต่ผมไม่ค่อยจะได้ใช้สักเท่าไหร่
     
    เพราะแต่ก่อนก็มาทำงานที่มหาลัยทุกวัน จนไม่รู้ว่าที่บ้านมีอะไรใหม่
     
    จะกระทั่งเมื่อ 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ได้อยู่บ้านเต็มๆ เกินหนึ่งวันต่อสัปดาห์ จึงเพิ่งรู้ว่ามี
     
    ลองเล่น ลองฟังเพลงดู เออ ก็หนุกดี
     
    ไปเปิดฟังเพลงเก่าๆที่ไม่ค่อยมีมาให้ฟังกันตามวิทยุ หาโหลดจากไหนก็ไม่ได้
     
    มีของเล่นอันนึง เป็นคล้ายๆโปรแกรม messenger แต่ผมใช้ไม่เป็นเท่าไหร่
     
    เขาให้เราสามารถสร้างห้องจำลองของเราเองได้ เพื่อไป display ให้ชาวบ้านดู
     
    มีรูปแบบห้องให้เลือกดู มีของแต่งห้องให้ไปแปะๆวางๆ โดยจ่ายเป็นแต้มสะสมที่ได้จากกิจกรรมพิเศษ เทือกๆนั้น
     
    เนื่องด้วยความว่างจัด ผมเลยนั่งเล่นอยู่สักพักใหญ่ๆ
     
    ได้ออกมาเป็นบาร์แบบยุโรป (มีถังเบียร์สดด้วยนะ)
     
    มีโต๊ะเก้าอี้และเคาน์เตอร์แบบในหนัง ยังไงยังงั้นเลย
     
    เซฟไว้ แต่ไม่ได้ให้ใครไปดู เพราะเป็นพวกชอบทำอะไรแล้วเก็บไว้ภูมิใจคนเดียว
     
    เท่าที่ผมเห็นแบบอื่นๆที่มีให้เลือก ก็มีทั้งแบบห้องส่วนตัว แบบบ้านริมน้ำ แบบเรือนไทย แบบปราสาทเทพนิยาย
     
    แล้วแต่ระดับจิตใจของแต่ละคน
     
     
    ผมยังคงเก็บความฝันที่จะมีห้องที่ผมแต่งเอง ตามสไตล์คล้ายๆในหนังสือแต่งบ้านหัวสูง
     
    มีผนังสีสันสดใสสว่าง มีโซฟาแบบบุเม็ดโฟมหยุบหยับ และมีภาพเขียนสีเลอะๆที่เข้าใจยากประดับผนัง
     
    เขาว่าห้องในจินตนาการของคนเรา จะสะท้อนบุคลิกของคนๆนั้นออกมา จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
     
    แต่ผมมันเป็นพวกขบถหน่อยๆ ก็อยากได้สีสันอะไรในห้องแห่งชีวิตบ้าง
     
    ที่แน่ๆ ผมคงไม่เอาผนังสีขาวล้วน เพราะดูแล้วเหมือนห้องในแผนกจิตเวชในหนังฆาตกรรม
     
     
    มาคิดดูดีๆ คนเราบางครั้งก็เหมือนมีห้องของตัวเองล้อมรอบตลอดเวลา
     
    บางคนผนังหนาปิดทึบ บางคนผนังกรุกระจก บางคนผนังก็เหมือนทำจากแก้ว--เพราะแตกง่ายเหลือเกิน
     
    แต่อะไรก็ไม่เศร้าไปกว่าการที่เราลืมสร้างประตูให้กับห้องของเราเอง
     
    ห้องผม--ไม่ลืมที่จะสร้างประตู
     
    แต่ผม--ลืมเอากุญแจไขประตูนั้นออกไปข้างนอกเสียเอง
     
     
    May 09

    แววตา

    วันก่อนไปนั่งๆนอนๆอ่านหนังสือที่อุทยานการเรียนรู้ TK park
     
    จริงๆส่วนใหญ่จะไปอ่านการ์ตูน แต่คราวนี้ลองหยิบหนังสืออื่นๆมาอ่านด้วย
     
    ผมได้ไปอ่านชีวประวัติของศิลปินที่ผมชอบมากคนนึง คือวินเซนต์ แวนโกห์ จิตรกรชาวดัตช์
     
    ที่ขึ้นชื่อมากในภาพเขียนที่พลิ้วไหวร้อนแรงด้วยสีสัน แต่เจือความเศร้าหมองเกินบรรยาย
     
     
    ผมไม่ค่อยได้อ่านตัวที่เป็นส่วน text สักเท่าไหร่ เพราะชอบดูภาพมากกว่า
     
    ภาพที่แวนโกห์วาด มีหลายรูปแบบ ทั้งภาพเหมือนของตัวเขาเอง ภาพเหมือนของบุคคลอื่น ภาพนิ่ง และภาพทิวทัศน์
     
    หลายภาพถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่เหนือจริง เหมือนกับว่าโลกที่เขาเห็นและสื่อออกมา สดใสและระเริงไปด้วยแสงไฟ
     
    เหมือนภาพ "ราตรีประดับดาว (The Starry night)" ที่เขาว่สเป็นภาพที่ประมูลได้สูงสุดในโลก
     
    แวนโกห์เคยบรรยายถึงภาพนี้ไว้ว่า “... มองดูดาวครั้งใด มักทำให้ฉันฝันใฝ่ไปเรื่อย...
     
    ฉันมักถามตัวเองเสมอว่า ทำอย่างไรนะ ฉันถึงจะได้เดินทางไปยังจุดขาวพราวพร่างกลางฟ้ามืด อย่างนี้ได้ง่ายๆ"
     
     
     
    อีกภาพที่ผมดูแล้วรู้สึกถึงอารมณ์ คือภาพวาดเหมือนของตัวเขาเอง
     
    แวนโกห์เป็นศิลปินที่วาดภาพเหมือนของเขาเองไว้หลายภาพ แต่ไม่มีภาพไหนเลยที่เหมือนกัน
     
    แค่แววตา ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ที่เป็นจุดเด่น คือแววตาที่แสดงออกถึงความหวาดระแวง และความเศร้า
     
    เหมือนเขาไม่รู้จักตัวเขาเองที่วาดลงไปบนผ้าใบ
     
    แวนโกห์ทำให้ผมกลับมาบ้าน มองในกระจกเพื่อดูว่าแววตาของผมเป็นยังไง
     
     
     
    "ความเศร้าไม่เคยหายไป" เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะตาย สองวันหลังจากเขาออกไปยิงตัวตายในทุ่ง
     
    กับผม มันก็คงเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
     
     
    April 30

    ความสุขที่คุณดื่มได้

    ** คำเตือน ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรอ่าน blog วันนี้ ** 
     
     
     
     
     
    อาจฟังดูน้ำเน่า แต่ผมยังจำรสชาติขมๆของเบียร์ที่เข้าปากผมครั้งแรกเมื่อตอน ม.3 ได้ดี
     
    และที่จำได้ดียิ่งว่า คืออาการเมาหัวทิ่มที่เล่นเอาหลับไปหลายชั่วโมงแบบไม่รู้เรื่อง
     
    ตั้งแต่นั้น ของเหลวสีทองฟองฟู่ เลยกลายเป็นเพื่อนรู้ใจยามเหงาของผมตลอดมา
     
    ตอน ม.ปลาย เฮไหนเฮนั่น ปีใหม่ไหนก็ต้องเห็นไอ้ตี๋ถือขวดเบียร์สามสี่ขวดมาเลี้ยงเพื่อนฝูงที่ไม่มีใครกินเบียร์
     
    และสุดท้ายก็เลยต้องกินเองหมด
     
     
     
    หลังจากที่กินเสียจนอาการตับกำเริบ (จริงๆเป็นเพราะตับอักเสบบี) ก็ถูกแบนไปหลายปี
     
    จนกระทั่งวันนี้แหละ (ก็ไม่เชิงนะ แต่ก็จิบๆมานาน) ที่เพื่อนคนนี้จะกลับมาอีกครา
     
     
    "ความเหงาฆ่าคนได้ โดยผ่านทางแอลกอฮอลล์" เป็นวลีที่ผมชอบมาก
     
    เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่ผสานเอาความสุขและความเศร้าไว้ได้ลงตัวเป๊ะๆ
     
    บางครั้งเวลาที่เหงาๆ ใจมันก็ไม่ต้องการอย่างอื่น ต้องการแค่สารกล่อมสติสัมปชัญญะ
     
    ที่มันทิ่มทรมานใจ ให้เลือนหายไปชั่วครู่ยาม
     
    และให้หัวโล่งๆ ไม่ต้องมีตรรกะมากมายมาให้คิดถึง
     
    มันคือ "ความสุขที่คุณดื่มได้" อย่างที่เบียร์ยี่ห้อนึงเสนอสโลแกนแทงใจคอเบียร์ทั่วโลกมาแล้ว
     
    อย่างแท้จริง
     
     
    หลังจากหนึ่งเดือนของการอยู่คนเดียว และความล้มเหลวสามหนในการกินข้าวเย็นกับบุคคลที่สอง
     
    ผมตัดใจ และตัดสินใจ ที่จะกินคนเดียว เหมือนเคย
     
    แล้วเดินไปร้านสะดวกซื้อ ซื้อเบียร์สักกระป๋อง แล้วดื่มมัน
     
    ดื่มมันไป
     
    ในความสุขที่ผมดื่มได้ ในความเหงา ความเดียวดาย ที่ผมดื่มได้
     
    จนหมดกระป๋อง
    April 24

    พาตัวเองไปเดินเล่น ตอนที่ 2 : เขตวังหน้าและท่าพระอาทิตย์

    เมื่อวันอาทิตย์ก็ไปถ่ายรูปมาอีกแล้ว เที่ยวนี้เป้าหมายคือตั้งแต่ท่าพระจันทร์ที่คราวก่อนไม่ได้ไป
     
    แถวนั้นค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องพระเครื่องอยู่ บวกกับกระแสองค์จตุคามฯ เลยทำให้ทางเดินเต็มไปด้วยเซียนพระมากมาย
     
    จนผมต้องระเห็จมาเดินบนถนน จะโดนรถเฉี่ยวตายก่อนได้ถ่ายรูปมั้ยเนี่ย
     
    สุดท้ายก็มาถึงธรรมศาสตร์ ผมเซ็ตกล้องแล้วก็เริ่มถ่ายเลย เพราะแสงดีมากๆ
     
    แต่ว่านอกจากตึกโดม ก็ไม่มีอะไรจะให้ถ่ายเท่าไหร่ ผมเลยเดินออกไปทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
     
     
    แต่ก่อนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นวังหน้า หรือวังบรมสถานพิมุก เป็นที่พักของพระมหาอุปราชในแต่ละรัชสมัย
     
    จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 5 จึงได้เปลี่ยนเป็นมิวเซียม
     
    ผมจ่าย 20 บาท แล้วจึงเข้าไปชมข้างใน แย่หน่อยที่ห้ามถ่ายรูปภายในทั้งหมด
     
    ข้างในจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์
     
    ผู้ชมก็จะเดินไปตาม timeline ซึ่งจัดไว้ให้ตามห้องต่างๆ
     
    ผมดูได้จริงๆก็แค่ครึ่งแรกเท่านั้น พอหลังๆผมก็เดินจ้ำๆเลย เพราะมันบ่ายสามกว่าแล้ว เดี๋ยวข้างนอกปิด อดถ่ายรูป
     
    สำหรับวังอื่นๆก็มีชื่อเรียกต่างๆไป ผมก็ถ่ายรูปมาบ้างเฉพาะข้างนอก แต่ข้างในผมก็ไม่ได้เข้าไปเท่าไหร่
     
    น่าเสียดายที่ความเก่าทรุดโทรมของวังปรากฏตั้งแต่ภายนอกแล้ว บางตึกก็ไม่ได้รับการบูรณะให้ดี จนไม่ต่างกับอาคารราชการทั่วๆไป
     
    ศิลปวัตถุหลายชิ้นก็ไม่ได้เก็บรักษาไว้ดีเท่าในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติไทย และยังไม่มีภาษาอังกฤษอธิบายด้วย
     
    และดูๆไป ก็มีคนไทยไม่กี่คนหรอกที่เข้ามาดู
     
     
    ผมเดินออกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผ่านโรงละครแห่งชาติและลอดใต้สะพานพระปิ่นเกล้า เพื่อเดินไปยังสวนสันติชัยปราการ
     
    ซึ่งเปิดใช่เมื่อปี 2542 โดยได้พระราชทานนาม ซึ่งหมายความว่า สวนอันเป็นที่ระลึกของชัยชนะแห่งสันติภาพ
     
    พื้นที่ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ก็เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีการดูแลค่อนข้างดี
     
    ผมถ่ายภาพป้อมพระสุเมรุไว้หลายมุม ป้อมนี้เป็นหนึ่งในสองป้อมที่ยังเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ นอกจากป้อมมหากาฬที่อยู่ตรงผ่านฟ้า
     
    ผมนั่งพักให้เหงื่อระเหยพักหนึ่ง ร้านดอยคำตรงนั้นขายแต่น้ำผลไม้ แต่ดันไม่ขายโค้ก กำจริงๆ ตอนอยากกินเสือกไม่มีขาย
     
    เท่าที่สังเกต ก็มีผู้คนมีใช้สวนกันพอสมควร ดีที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ไม่งั้นก็คงใช้กันเละ
     
    ผมถ่ายภาพของพระที่นั่งสันติชัยปราการ กับต้นลำพูต้นสุดท้ายในย่านนี้มาด้วย เป็นที่มาชื่อว่าบางลำพู
     
     
    ทีแรกผมว่าจะเดินไปจนถึงบางลำพูจริงๆ แต่ไม่ไหวแล้ว
     
    เลยพักเหนื่อยไปกินมะตะบะโรตี ตรงหัวมุมถนน เออแม่งอร่อยว่ะ ใช้ได้เลย
     
    ก่อนจะนั่งรถเล่น นั่งไปเรื่อยๆจนถึงบางซื่อ แล้วค่อยลงไปนั่งรถใต้ดิน ต่อรถไฟฟ้า แล้วกลับบ้าน
     
    ทั้งผมกับกล้อง หมดแรงพอดี
    April 23

    คนเดียว

    เกือบหนึ่งเดือนแล้วที่เปลี่ยนแนวการใช้ชีวิตของตัวเอง
     
    เพื่อนคนนึงบอกว่า นายต้องพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็เลยพยายามดู
     
    ทำอะไรคนเดียว สะพายกล้องไปถ่ายรูปคนเดียว นั่งเล่นอ่านหนังสือที่ tk park คนเดียว
     
    เหมือนทุกกิริยาอาการในชีวิตจะมี suffix ลงท้ายด้วยคำว่า "คนเดียว"
     
     
    ถามว่าแย่มั้ย มันก็ไม่ถึงกับแย่
     
    แค่ปล่อยให้ใจมันลอยๆไป ไม่คิดอะไรมาก ใจจดจ่ออยู่สิ่งที่ทำ
     
    บางครั้งก็นั่งรถเมล์เจ็ดบาท ไปลงที่ไกลๆ ที่ๆไม่เคยไป
     
    ดูความเวิ้งว้างของพื้นที่ แล้วมองกลับมาดูความว่างเปล่าในใจ
     
    เศร้าจัง ชีวิตมันคงมีสิ่งที่ดีกว่านี้ แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทางนี้
     
     
    บางครั้งคนเราก็ต้องรู้จักหลอกตัวเอง ว่ากำลังมีความสุข
     
     
    กลับมาบ้าน ล้างจาน รีดผ้า แล้วขึ้นไปเล่นคอม
     
    มีความสุขคนเดียว
     
    ในโลกของผม
     
     
     
    ป.ล. ได้ฟัง You don't know me เพลงใหม่ของ Michael Buble เพราะจัง เหมาะกับฟังไปนั่งกินเบียร์ไป อยากให้ฟังกัน แต่ลงไม่เป็น
     
    ป.ล.2 เมื่อวานไปถ่ายรูปที่ มธ. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กับสวนสันติชัยปราการมา ว่างๆจะอัพรูปให้ดูกันอีก
    April 20

    คุ้นเคย เคยคุ้น

    1.

     

    ชายสองคนเดินขึ้นรถไฟฟ้ามาจากคนละสถานี

     

    คนนึงมาจากสถานีอารีย์ อีกคนขึ้นมาจากสถานีสยาม

     

    คนนึงแต่งชุดพนักงานบริษัทเต็มยศ อีกคนใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ปอนๆ

     

    อาจจะไม่มีใครสังเกต แต่สองคนนี้มองอีกฝ่าย แล้วคิดคล้ายๆกัน

     

    คนๆนี้หน้าคุ้นๆ หรือจะเป็นเพื่อนสมัยประถม หรือสมัยม.ต้น หรือม.ปลาย

     

    เพียงแต่จำไม่ได้ เพราะเค้าหน้าเปลี่ยน เพราะไม่น่าทำงานที่นี่ เพราะไม่น่า...

     

    จำเราได้

     

    ถึงสถานีอ่อนนุช สองคนเดินออกจากคนละประตู

     

    แยกย้ายกันเดินลงจากสถานีโดยบันไดคนละด้าน

     

    และหายไปในหมู่คน

     

     

    2.

     

    ใต้แสงไฟเสียสายตา ในบาร์เหล้าย่านทองหล่อ

     

    หนึ่งชายและหนึ่งหญิง นั่งตรงข้ามกัน แต่คนละด้านของร้าน

     

    มือขวาถือมือถือ มือซ้ายกำแก้วเครื่องดื่ม

     

    อาจจะไม่มีใครสังเกต แต่สองคนนี้มองอีกฝ่าย แล้วคิดคล้ายๆกัน

     

    คนๆนี้หน้าคุ้นๆ หรือจะเป็นคนรักเก่าสมัยม.ปลาย หรือสมัยมหาลัย หรือสมัยเพิ่งทำงาน

     

    เพียงแต่จำไม่ได้ เพราะแสงไฟสลัว เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนดื่ม เพราะอีกฝ่ายน่าจะ...

     

    ลืมไปแล้ว

     

    ตีสอง ร้านรวงปิด แสงไฟดับลง ต่างฝ่ายต่างขับรถของตัวเองออกไป

     

    และหายไปในความมืด

     

     

    3.

     

    จากคนคุ้นเคย กลายเป็นคนเคยคุ้น

     

    เป็นเหมือนสัจธรรมที่ผมพบเห็นได้ทุกที่ ในสายตาของคน

     

    เวลาไหลเอื่อยเอื่อย แต่รุนแรงพอที่จะกัดกร่อนความทรงจำ

     

    อันมีค่า ให้กลายเป็นเพียงก้อนกรวดตะกอนก้นแม่น้ำ

     

    ที่รื้อขึ้นมาก็ไม่มีความหมาย

     

    สุดท้าย เราก็ถูกกลืนกินไปในฝูงชน เหมือนคนเดินสวนกัน

     

    ผ่านมา ผ่านไป วูบเดียว ไม่ช้าก็เร็ว

     

    เมื่อหันหลังกลับมา ก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

     

     

     

    สถานีปลายทาง ทุกคนก็เดินออกไป

     

    ตีสอง งานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนก็เดินออกไป

     

    ...หายไป ในความเคยคุ้น เท่านั้นเอง

     

    April 18

    กลิ่นโรงพยาบาล

    สัปดาห์ก่อนที่จะเป็นช่วงสงกรานต์ ผมเข้าออกโรงพยาบาลเหมือนเป็นที่ทำงานแห่งใหม่
     
    ครั้งหนึ่งไปหาหมอที่โรงบาลกรุงเทพ เพื่อไปเช็คตับ
     
    สองวันถัดมา ก็ไปหาหมอที่โรงบาลรามา เพื่อไปเช็คสภาพจิต
     
    โดนเจาะเลือดทั้งสองหน โชคร้ายที่โดนจิ้มเข้าที่แขนข้างเดียวกันอีกต่างหาก
     
    ดีไม่ซ้ำรอยเดิม
     
     
    ความดันผมขึ้น ขึ้นเป็น 160/90 คุณพยาบาลบอกว่าค่อนข้างสูงนะคะ
     
    ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะปกติก็ไม่ค่อยสูงขนาดนี้
     
    แถมไขมันกับคอเลสเตอรอลในเลือดก็สูงด้วย
     
    หมอบอกว่าให้ออกกำลังกาย กับพยายามเลิกบุหรี่
     
    ผมพยักหน้าหงึกๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้สักอย่างหรือเปล่า
     
    สภาพ bipolar disorder ของผมก็แย่ลงไปอีก หมอให้ผมกินยาเพิ่มเป็นสองเท่า
     
    ยาที่ว่านี้เป็นยาระงับอารมณ์ ทำให้ผมอยู่นิ่งๆมากขึ้น
     
    ผลคือ สัปดาห์ต่อมา ผมไม่อยากทำอะไรเลย นอกจากนั่งอยู่เฉยๆ นิ่งๆ
     
    และรู้สึกอยากบุหรี่
     
     
    ผมยังคงใช้ชีวิตเน่าๆต่อไป ดื่มบาคาร์ดี้ สูบบุหรี่ และแด๊กจั๊งก์ฟู้ด
     
    เพราะไม่รู้ว่าจะทำตัวให้ดูดีไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร
     
     
    คงจะดีถ้ามีหัวใจที่ชาด้าน จะได้ไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไรมากมาย
     
    คงจะดีถ้ามีผิวหนังที่แข็งกระด้าง จะได้ไม่เจ็บไม่ปวดทรมาน
     
    คงจะดีถ้ามีสมองพื้นๆ จะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งเฟ้อจนไม่เป็นทำกิน
     
     
    และไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไร ที่ไม่มีวันจะเข้าใจ
     
     
    April 17

    พาตัวเองไปเดินเล่น ตอนที่ 1 วัดพระแก้วกับพระบรมมหาราชวัง

    เมื่ออาทิตย์ก่อน ไม่มีอะไรทำ เลยสะพายกล้องดิจิตอลไปหาที่ถ่ายรูป
     
    ตั้งนานแล้วที่ไม่ได้เข้าไปในวัดพระแก้ว เลยถือโอกาสเข้าไปถ่ายรูปในนั้นซะเลย
     
    ตอนแรกๆเห็นฝนทำท่าจะตั้งเค้า เลยคิดว่าแสงคงไม่ดีเท่าไหร่ แต่โชคดีที่พอนั่งรถไปถึง แดดออกพอดี
     
    แต่แม่ง ร้อนชิบหายอ่ะ
     
     
    วัดพระแก้วในวันนี้ ประมาณ 90% เป็นคนต่างชาติ 5% ที่เหลือเป็นไกด์ และที่เหลือก็คือคนไทยที่เผอิญอยากมาเที่ยว
     
    เซ็ทกล้องเสร็จแล้วก็เดินๆถ่ายรูปไป พยายามเลี่ยงกองทัพนักท่องเที่ยว เลี่ยงวิถีกล้องที่อาจทำให้ตัวเองไปเป็นมลภาวะในรูปถ่ายของพวกเขา
     
    ดังนั้นในภาพที่ผมอัพโหลดให้ดู จึงไม่ค่อยมีสิ่งมีชีวิตสักเท่าไหร่
     
    จริงๆจุดประสงค์ที่ไปถ่าย คืออยากได้ลายรดน้ำปิดทองสวยๆที่อยู่บนบานประตู จะมาทำวอลล์เปเปอร์เครื่องคอม
     
    แต่เอาเข้าจริง เดี๋ยวนี้เขาเอาแผ่นกระจกปิดไว้หมดเลย ถ่ายไปก็มีแต่เงาสะท้อน
     
    เลยถ่ายจิตรกรรมฝาผนังมาแทน ซึ่งกว่าครึ่งก็กำลังอยู่ในการซ่อมแซม
     
    ผมนับถือในความพยายามของทีมศิลปินซ่อมภาพเหล่านี้ ที่พยายามส่งต่อจิตรกรรมชิ้นเอกให้คนรุ่นหลังๆ
     
    แม้งานที่ซ่อมเสร็จแล้ว เรียกว่าสวยเหมือนใหม่ทีเดียว
     
    แต่ต้องบอกว่า คนที่ซ่อมภาพได้รับความสนใจจากคนที่มาเที่ยวมากกว่าภาพที่ซ่อมแล้วเสียอีก
     
    เพราะไม่บ่อยหรอกที่จะได้เห็นการบูรณะงานศิลปะขนาดใหญ่อย่างนี้
     
     
    ภาพที่ไม่ได้ถ่ายมา คือภาพของพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมหลังคา
     
    และด้วยจำนวนคนมหาศาล ผมเลยรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่
     
    แต่นอกนั้นก็ถ่ายมาได้เกือบหมดมั้ง
     
     
    กว่าจะหาทางเข้าพระบรมมหาราชวังได้ ก็เล่นเอาอ้อมไปหลายรอบ
     
    แต่พอมาถึง ก็ต่างกับส่วนวัดพระแก้วอย่างเห็นได้ชัด เพราะแทบไม่มีคนมาเลย
     
    เลยตระเวนถ่ายต่อได้อย่างสบายใจหน่อย
     
    แบตเกือบหมดตอนถ่ายเสร็จพอดี
     
     
    เสร็จแล้วเลยเดินออกไปกินกาแฟร้านแอ๊ว ท่าพระจันทร์ ที่ผมรู้จักมาตั้งแต่เปิดร้านใหม่ๆ
     
    กาแฟราคาสี่สิบ ไม่แพงถ้าคิดค่าแอร์เย็นๆด้วยแล้ว
     
    อยากเดินต่อไปท่าพระจันทร์ แต่ไม่ไหวแล้ว แบตกล้องเหลือน้อยแล้วด้วย เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า
     
    การพาตัวเองไปเดินเล่นของผมเลยจบลงด้วยประการฉะนี้
     
    เฮ้อ
     
     
    ป.ล. ภาพทุกภาพ ผมถ่ายมาด้วยขนาด 1600 x 1200 ส่วน resolution จำไม่ได้ แต่คิดว่าดีพอเอาไปทำ wallpaper ได้
     
    ถ้าอยากได้รูปเต็มๆ ก็ส่งเมล์มาบอกละกัน
     
     
    April 15

    ไฮกุสงกรานต์

    กำแพงสีครีมอ่อน
    ปิดกั้นฉันจากความสำราญ
    ของวันสงกรานต์ภายนอก
     
    จอคอมพิวเตอร์ราบเรียบ
    ไร้ความรู้สึกใดๆ
    จ้องมาที่ตาฉันตลอดเวลา
     
    เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตู
    เสียงเคาะแป้นพิมพ์ดีด
    ที่เฉยชาและเหม่อลอย
     
    อากาศในตอนเช้า
    อิ่มตัวด้วยไอน้ำ
    และเศษความสุขของเมื่อคืน
     
    เหมือนแรงโน้มถ่วงทำให้
    เปลือกตาตกลงมาทุกครั้ง
    ที่ฉันคิดจะทำอะไร
     
    ตัวเลขสับสนวุ่นวาย
    นักวิเคราะห์มองดูมัน
    แล้วสงสัยว่าเขามาทำอะไรที่นี่
     
    โทรศัพท์ที่ไม่มีเสียง
    กล่องสี่เหลี่ยมที่เป็นบื้อใบ้
    พอๆกับเจ้าของในนาม
     
    ขันแล้วขันเล่า, ที่สาด
    น้ำเท่าไรเท่าใด ก็ไม่พอ
    ดับเชื้อไฟของคนเหล่านั้นได้
     
    บุหรี่อีกมวนมอดไหม้
    ชีวิตฉันเหลืออีกเท่าใด
    ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกรา