Profil de NeuropandaThe Melancholy of Neurop...BlogListesRéseau Outils Aide

Blog


6 décembre

ย้ายบ้านแล้ว

ที่จริงก็ย้ายไปนานแล้วล่ะ

ไปที่ neuropanda.exteen.com นะ ถ้ายังอยากอ่านต่อ

แต่ที่ตรงนี้ก็ไม่ยุบนะ ยังอยู่ต่อ เผื่อใครอยากอ่านเรื่องเก่าๆ
16 novembre

ชั่วโมงเร่งด่วนกับเด็กช่างกล

พักนี้ก็ไม่รู้ว่าดวงผมมันไม่สมพงษ์กับระบบขนส่งมวลชนหรือยังไงไม่รู้

วันก่อนก็ไปแหงกบนสถานีอ่อนนุช เนื่องจากระบบไฟฟ้าไม่ทำงานซะงั้นน่ะ

แต่เมื่อวานเป็นอะไรที่สาหัสกว่ามาก เอาเป็นว่าผมจะไม่ขึ้นรถสายนี้อีกเลย


เรื่องมันเริ่มที่ว่าผมตื่นสายกว่าปกตินิดหน่อย มาขึ้นป้ายรถเมล์แถวบ้านเสียแปดโมงกว่า

แล้วไอ้สายที่ผมขึ้นประจำ คือ 544 ก็สงสัยจะ็เกิดเป็นอหิวาต์กันหมดทั้งสาย รอไปครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มา

สุดท้ายด้วยความสุดทน เห็นรถร่วม 116 ผ่านมา ผมก็จำใจต้องขึ้น เอาว่าไปลงอ่อนนุชก็พอ

พอก้าวผ่านบันไดเหล็กขึ้นมาในห้องโดยสารเท่านั้นแหละครับ ผมรู้สึกเหมือนตับอ่อนมันขึ้นมาจุกอยู่ที่คอยังไงยังงั้น

เด็กช่างกลครับท่าน...เด็กช่างกล และไม่ใช่คนสองคนครับชาวประชา แต่มันมากันเป็นโหล!!

โคตะระน่ากลัวเลย ไอ้เราจะลงตอนนั้นก็ไม่กล้า้ กลัวหารถไปทำงานมหาลัยไม่ได้อีก (เกิดห่วงงานมากกว่าห่วงสวัสดิภาพตัวเองซะงั้น)

พวกนั้นกองกันอยู่ส่วนหลังของรถกันหมดเลย ผมยืนหันหลังให้แบบไม่กล้าจะชำเลืองด้วยซ้ำ

(มีหนึ่งในพวกมันเดินมาขอเบอร์เด็กพาณิชย์คนนึงด้วย หน้ามันทำด้วยยางรถยนต์หรือไงวะ)

แล้วท่าทางพอมันเมากันได้ที่ มันก็เริ่มร้องรำทำเพลงเถื่อนๆตามสไตล์สถาบันของพวกมัน พร้อมกับเคาะทุบตีผนังรถไปด้วย

บอกตรงๆว่าสภาพในรถตอนนั้นมันวิปโยคมากครับ เกินจะบรรยาย ร้ายแรงยิ่งกว่าความมาคุหลายเท่า

ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้ามันมีสถาบันคู่อริขึ้นมาบนรถด้วย จะเกิดอะไรขึ้น


เวลานาทีแห่งความวิบัติผ่านไป และรถก็แล่นผ่านแยกศรีเทพา

(เป็นแยกแถวบ้านผม และเป็นตัวอย่างแห่งความล้มเหลวทางวิศวกรรมจราจร เพราะสร้างขึ้นมาให้แยกนี้ติดยิ่งกว่าเดิม)

ก็ปรากฏว่ามีชายร่างใหญ่ขี่มอไซค์มาหน้ารถ และบอกคนขับให้จอดซ้าย

โอว์...ขอบคุณพระพุทธเจ้าและเหล่าเอกอัครสาวกครับท่าน...เขาคือสารวัตรนักเรียน!!

ไอ้พวกนั้นเงียบสิครับ หน้าซีดกันเป็นแถว โดยเฉพาะเมื่อสารวัตรไปเจอขวดเหล้าเซี่ยงชุนพร้อมน้ำแข็งอีกถุง

(โห...นี่มันมาก๊งกันหลังรถนี่เอง โธ่เอ๊ย แน่จริงก็แดก 100 pipers ดิวะ -- ปากดีจริงกรู)

สุดท้ายก็คือสารวัตรนักเรียนเรียกตัวพวกช่างกลทั้งหมดลงจากรถ พร้อมเรียกกำลังเสริม

อา...ผมรู้สึกโล่งอกเหมือนถูกช่วยชีวิตจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน บรรยากาศมาคุในรถหายไปในทันที

ผมไปถึงสถานีอ่อนนุชได้โดยปลอดภัย

แต่ไม่ไหวแล้วล่ะครับ ผมกะว่าจะไม่ขึ้นสายนี้อีกแล้ว ให้ขึ้นฟรีก็ไม่เอา


เฮ้อ...สงสัยเรียนจบคงต้องหาที่อยู่ใกล้ๆที่ทำงานดีกว่า รถก็ไม่อยากขับ รถเมล์แถวบ้านก็น้อย

วิบากกรรมจริงๆเล้ย

13 novembre

อาณาจักรแห่งดาดฟ้า

ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านทางเข้าออกแลปของผม จะผ่านบันไดที่จะพาขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าของตึกที่ผมทำงานอยู่เป็นประจำ

จนสงสัยว่าบนชั้นดาดฟ้านั่นมีอะไรอยู่บ้าง

จริงๆผมคิดว่าทำไมเขาไม่เปิดดาดฟ้าให้คนขึ้นไปเดินเล่น ชมวิวอันแข็งทื่อของกรุงเทพฯ

อย่างน้อยๆก็ให้สายลมสูงๆปะทะหน้าบ้าง มันคงจะดีไม่ใช่น้อย

แต่ดาดฟ้าส่วนใหญ่ มักจะเป็นเพียงแค่ทางออกของปล่องควันและอากาศเสียของตึก

และมีกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ในการขึ้นไปบนนั้น

ไม่แฟร์เลยเนอะ ทั้งๆที่มันอยู่บนจุดสูงสุดของสถาปัตยกรรม แต่ก็เป็นได้แค่นั้น


ตอนผมอยู่ปี 1 ที่จุฬาฯ ซึ่งที่คณะเพิ่งจะสร้างตึกสูงยี่สิบชั้นเสร็จได้ใหม่ๆ

ผมกับเพื่อนที่ทำแลปฟิสิกส์ด้วยกันอีกสองคนแอบใช้เวลาหลังเสร็จแลป กดลิฟท์ขึ้นไปชั้นยี่สิบ

แล้วปีนหน้าต่างออกไปชมดาดฟ้าข้างนอก

เป็นความรู้สึกที่...เหนือมากๆ

ลมแรงๆของเดือนกุมภาแล่นมาปะทะใบหน้า ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

ความกดอากาศที่เหมือนจะลดลง ทำให้หัวโล่งๆ

และเหมือนเราได้เข้าไปใกล้ท้องฟ้าอีกนิดนึง อีกนิดนึง

ท้องฟ้าที่แหงนดูได้อย่างไม่น่าเบื่อหน่าย

หลังจากวันนั้น ผมยังได้ขึ้นไปทักทายดาดฟ้าอีกครั้ง เพื่อถ่ายรูปจุฬาฯจากมุมสูง เพื่อลงหนังสือคณะ

แต่ไม่นาน อาณาจักรดาดฟ้าก็ดูเหมือนจะปิดตัวลงเงียบๆ และหาโอกาสไปได้ยากขึ้น


บางวันที่ผมรู้สึกเบื่อ รู้สึกเซ็งจากงานทั้งวันทั้งคืน

ผมยังนึกถึงวันเก่าๆที่ได้ขึ้นไปบนดินแดนดาดฟ้า และสัมผัสของอากาศบนนั้น

อยากจะเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วนอนมองฟ้าไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไร

สักแปปนึง ในอาณาจักรแห่งดาดฟ้า
5 novembre

ลมหนาว ฟองเบียร์ และฟลอร์เต้นรำ

ราวกับต้นไม้อะไรสักอย่างที่เติบโตอย่างรวดเร็วในหน้าหนาว

ผมเห็นลานเบียร์ถูกสถาปนาขึ้นในหลายระแหงของเมืองกรุง

สนองตอบความต้องการแอลกอฮอล์เพื่อการสร้างความอบอุ่นภายใน

อย่าทำเป็นเล่นไปนะ เขาว่าคนรัสเซียดื่มวอดก้าเป็นอึกๆ เพื่อให้หายหนาว

แต่นั่นเป็นความหนาวภายนอก -- ขณะที่ความหนาวข้างใน สุราเมรัยเท่าไหร่ก็คงไม่พอเพียง


วันก่อนขณะที่ผมกำลังจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน ผมไปเห็นลานเบียร์ขนาดไม่ใหญ่มากนัก

หน้าโรงหนังเซ็นจูรี่ที่ผมชอบไปเดินเล่นประจำก่อนกลับ

มันเป็นเหมือนลานเบียร์ทั่วๆไป -- มีเบียร์ มีอาหารแกล้ม และมีวงดนตรี

สามสิ่งที่ผสมเข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วลอยฟุ้งเป็นละอองความสำราญยามหัวค่ำ

นักร้องบนเวทีร้องเพลงเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ ผมยืนฟังอยู่สองเพลง

1973 ของ James Blunt และ Everything ของ Michael Buble

เพลงจังหวะแจ๊สเจือดิสโก้เล็กๆ ทำให้กล้ามเนื้อขาและเท้าผมกระตุกตามจังหวะ

ผมเต้นรำคนเดียวในพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่ตารางเมตร

ความสุขไม่เคยเรียกร้องพื้นที่มากไปกว่าใจของเรา


อีกไม่ถึงสองเดือนก็จะสิ้นปีแล้ว

เวลาของการให้รางวัลกับตัวเองที่ทำงานมาทั้งปีก็กำลังจะมาถึง

ในลมหนาว ในฟองเบียร์ และในฟลอร์เต้นรำที่ไร้พยานรู้เห็น

ยังมีความอบอุ่นเล็กๆ ที่รู้สึกได้เสมอ
29 octobre

กัมมันตภาพรังสี

นับวันผมยิ่งรู้สึกแปลกแยกจากสังคมคนมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร

คล้ายๆกับว่าหากเราเข้าไปพัวพันกับคนอื่นมากเกินไป

เชือกที่คล้องอยู่ระหว่างผมกับคนอื่น จะพันคอผมจนหายใจไม่ออก

ในทางกลับกัน ดูเหมือนคนรอบข้างก็ดูมีปฏิสัมพันธ์กับผมลดน้อยลง

มันคงเป็นผลลัพธ์อันน่าสมเพชจากการบังอาจฝ่าฝืนความเป็นสัตว์สังคม


บางครั้งก็อยากจะไปที่ไกลๆเลย ที่ๆไม่มีใครรู้จัก

หลบหนีคล้ายผู้ต้องหาของจิตใจตัวเอง


เหมือนผมกลายเป็นสารกัมมันตภาพรังสี

ที่แม้จะปลดปล่อยพลังงานมากมาย

หากแต่ถูกจองจำอยู่แต่ในส่วนลึกสุดของเตาปฏิกรณ์ปรมาณู

ล้อมรอบด้วยกรงตะกั่วหนาหนัก

และไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะกลัวว่าจะปนเปื้อนด้วยไอรังสี


ที่ผมทำและพอจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้

คือการปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ ออกมาให้เป็นประโยชน์

ควบคุมมันเอาไว้ ไม่ให้มันระเบิดออกมา

และยอมรับความเป็นจริง

ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ตัวเราหรอก

26 octobre

คำสารภาพของอาจารย์ช่วยสอน

เอาล่ะ หลังจากอ่านเรื่องราวความจิตตกของผมมาหลายวันแล้ว

ลองมาอ่านเรื่องของงานของผมดูบ้างดีกว่า

เพราะมันเป็นเรื่องเดียวที่ผมว่ามันดูดีที่สุดในชีวิตของผมแล้ว


งานที่ผมรับหน้าที่อยู่ในตอนนี้คืองานของทีเอ (TA) หรือที่รู้จักในชื่อเก๋ๆว่า อาจารย์ช่วยสอน

หรือที่เก๋ยิ่งกว่านั้น คือ "อาจารย์พิเศษ" ซึ่งผมดูว่ามันสูงไป
สักหน่อยกับผม

ผมชอบเรียกว่า มันเป็นเอกพจน์ของคำว่า TAs ซึ่งอ่านว่า "ทาส"

(ล้อเล่นน่ะ แต่บางครั้งก็อดรู้สึกอย่างนั้นจริงๆไม่ได้)

งานของ TA ในภาควิชากายวิภาคฯ แน่นอนว่าหนีไม่พ้นเรื่องของแลปกรอส

ในเทอมสองนี้ ผมมีงานช่วยสอนกรอสทั้งของนักศึกษาแพทย์ของรามาฯ

และพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งต้องไปสอนที่ศาลายาโน่น

งานในห้องแลปกรอสส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรมาก แค่คอยช่วยบอกว่าต้องเริ่มผ่า (dissect) อาจารย์ใหญ่ยังไง

(บางตำราใช้คำว่า "ชำแหละ" แต่ผมไม่ค่อยชอบ พาลให้นึกถึงร้านขายเนื้อ)

เพราะบางครั้งถ้าปล่อยให้ผ่ากันเอง รับรองว่าหลอดเลือดกับเส้นประสาทกระจุยหมด

ในบางแลป เช่นการผ่าเอาสมองออกจากกระโหลก ผมก็จะเป็นคนทำให้เอง

งานหนักกว่า คือการช่วยระบุชื่อ หรือ "ไอเดน (identify)" โครงสร้างที่ผ่าออกมา

เพราะพอหลายๆโต๊ะผ่าเปิดโครงสร้างที่จะดูได้แล้ว เราก็จะถูกระดมยิงด้วยกระสุนคำถามโดยนักศึกษาจากทุกทิศทาง

บางครั้งก็ยิงปืนใหญ่เรียกผมจากอีกฟากของห้องเลย

ตรงนี้แหละที่ผมรู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกสอบปากเปล่าโดยนักศึกษาในห้อง

โดยมีคะแนนเป็นจิตพิสัยในการสอน ดังนั้นก่อนเข้าแลป ผมเลยต้องอ่านเตรียมไปดีๆ


โดยส่วนใหญ่ผมจะอยู่ช่วยสอนค่อนข้างจะเกินเวลา (และแน่นอน ไม่ได้ค่าจ้างเพิ่มเติม)

เพราะบางครั้งก็ต้องอยู่เสริมจุดที่ไม่เข้าใจให้ ซึ่งตรงนี้อาจารย์ส่วนใหญ่ก็ให้เป็นงานของ TA เหมือนกัน

(นอกเสียจากอาจารย์ระดับเทพจะลงมาอธิบายด้วยตัวเอง)

พอเสร็จแต่ละคาบ ก็เรียกว่าหมดเรี่ยวแรงกันไปเลย

เมื่อถึงช่วงสอบปิดแต่ละบล็อค TA ก็จะมีงานบังคับ คือการคุมสอบแลปกริ๊งอันน่าเบื่อหน่าย

หรือบางทีก็จะมีไปช่วยจัดข้อสอบและเช็คข้อให้ตรงกับคำถาม

อาจารย์จะผูกข้อสอบเอาไว้ แล้วเราก็จะแบก "ชิ้นส่วนข้อสอบ" ไปที่โต๊ะข้อนั้นๆ

พอสอบเสร็จก็จะมีเด็กมารุมถามถึงเฉลย ซึ่งบางข้อที่ยากๆ ผมก็จะเฉลยให้


มองภาพของนักศึกษาในมุมของ "อาจารย์" บางครั้งก็ทำให้เกิดอาการโหยหาอดีต

เหมือนว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนยังเรียนปริญญาตรีได้ ก็คงดี

ตอนที่ยังไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เรียนๆเล่นๆ แล้วก็สอบให้มันผ่านพ้นไป

กระแสเวลาที่ไหลอ้อยอิ่ง หากแต่ไร้แรงต้านทานใดๆ ผลักให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

และข้อสอบของชีวิตก็ไม่เคยง่ายลงเลย


ข้อสอบแลปกริ๊ง อาจตอบได้ในไม่ถึงหนึ่งนาที

แต่ข้อสอบชีวิต อาจใช้เวลาทั้งชีวิตในการเขียนคำตอบ


19 octobre

แคนโต้เดือนตุลา

ห้องสีเทา
เงียบกริบ
มีแค่เสียงแอร์

เครื่องคอมโน้ตบุ๊ก
ฉันเปิดไว้
แต่ไม่เปิดสวิตช์

เก้าอี้เลื่อน
ครืดคราด
คล้ายคนพิการ

ตัวเลขวุ่นวาย
ไม่มีความหมาย
ฉันขยำแล้วโยนทิ้ง

เปิดหน้าต่าง
ลมชั้นหกเข้ามาหกใส่
ปิดหน้าต่าง

ทุกคนพูดคุย
หัวเราะ
แต่ฉันไม่ได้ยิน

อาคารที่ไร้ชีวิต
ศิลปินที่ไร้นาม
นักวิทยาศาสตร์ที่ไร้จิตใจ

สนามหญ้าสั้นๆ
ไม่มีประโยชน์
หากไม่สามารถล้มตัวนอนได้

ห้องผู้ป่วย
สายน้ำเกลือห้อยเคว้งคว้าง
และพยาบาล

ทางกลับบ้านไกลโพ้น
มอเตอร์ไซค์
และไม่มีหมวกกันน็อค

ยากล่อมประสาท
น้ำตา
เกมบนมือถือ

ท้องฟ้าราตรีมืดมิด
ตื้นเขินเพียง
เปลือกตาเรา
17 octobre

Loneliness is all around

เหมือนอนุภาคอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น

แต่ผมรู้สึกว่าความเหงามันแทรกตัวอยู่ในทุกสิ่งที่ปรากฏบนลานสายตา

ทุกคลื่นอากาศที่กระทบแก้วหู

และเจือปนอยู่ท่ามกลางอากาศที่อิ่มตัวด้วยอารมณ์มนุษย์ปุถุชน


มันอยู่ในเสียงที่ว่างเปล่าขณะรอสาย

มันอยู่ในรถไฟฟ้าตอนห้าทุ่ม ที่ทั้งขบวนมีคนเพียงสิบกว่าคน

มันอยู่ในเครื่องเล่นไอพอดราคาหลายพัน

มันอยู่ในห้องเรียนที่ทุกคนกลับบ้านหมดแล้ว

มันอยู่ในห้องนอนชั่วคราวของชายหญิงที่เพิ่งเสร็จธุระข้ามคืน

มันอยู่บนเตียงคนไข้ที่ไม่มีใครอยากมาเยี่ยม

มันอยู่บนรถเมล์ที่มุ่งสู่ปลายทางป้ายสุดท้าย

มันอยู่บนสะพานที่มีคนโดดน้ำตายทุกปี



เราต่างก็รู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราไม่พยายามมองหรือสบตามัน

เพราะเรากลัวที่จะถูกมันดูดกลืนเข้าไป

บางครั้งยิ่งเดินหนีจากมันเท่าไหร่ มันยิ่งเดินตามเป็นเงา


หายใจลึกๆ

ให้เหมือนคนใส่เครื่องช่วยหายใจ

บอกกับตัวเอง บอกกับความเหงาที่อยู่ข้างๆ

ว่าไม่เป็นไร ข้ายังสบายดี

16 octobre

เศรษฐศาสตร์ของความฝัน

นักจิตวิทยาบอกว่ามันคือสิ่งที่คั่งค้างอยู่ในจิตใต้สำนึก

นักประสาทวิทยาบอกว่ามันคือการแปรปรวนชั่วขณะของคลื่นไฟฟ้าสมอง

แม่ค้าส้มตำหน้าโรง'บาลบอกว่้ามันคือคำบอกใบ้ถึงเลขที่ออกงวดต่อไป

สำหรับผม ความฝันของคนเราเดี๋ยวนี้เป็นเหมือนกับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

มีการซื้อ มีการขาย แต่ยากที่จะมองเห็นเป็นรูปธรรม และเหลือเกินที่จะเข้าใจ


บ้านผมติดการนั่งดูรายการเอเอฟของทรูวิชั่น

ผมไม่ได้ใส่ใจมันเท่าไหร่ แต่เห็นการกระเสือกกระสนล่าฝันของคนหนุ่มสาว

และการสนองตอบจากนายทุนโทรทัศน์ ทำให้มองเห็นถึงอะไรบางอย่าง

ความฝันนั้นบางครั้งก็เหมือนตัวกลางแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ

พวกนั้นซื้อความฝันของพวกเขา

แปรสภาพความฝันให้กลายเป็นวิญญาน

แล้วค่อยเอาวิญญานของพวกเขาไปขายต่อ

บ่อยครั้งที่เราเห็นคนที่อยากให้ความฝันตัวเองเป็นจริง จึงยอมทำทุกอย่าง

แม้กระทั่งเอาตัวตนของตัวเองไปจำนอง

สุดท้ายมันก็กลายเป็นเรื่องของห่วงโซ่อาหารทางความคิด

คุณแค่ถูกคนที่มีความฝันใหญ่กว่ากลืนกินเท่านั้นเอง


ถ้าคุณมีความฝัน

ระลึกไว้ว่า มันคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณมีอยู่

ถ้าอยากทำให้มันเป็นความจริง ก็ต้องทำด้วยมือตัวเอง

อย่าฝากให้คนอื่นทำ

เพราะสิ่งที่คุณต้องจ่ายเพื่อการแลกเปลี่ยน

อาจเป็นทุกอย่างของคุณก็ได้
7 octobre

คืนฟ้าไร้ดาว

สองสามวันมานี้ ผมกลับบ้านดึกทุกวัน

และก็เหมือนๆทุกวัน คนที่กลับบ้านดึกก็กินข้าวคนเดียว

เก็บกับข้าวที่เหลือเข้าตู้เย็น เก็บจานที่เหลือไปล้าง

บางวันกว่าจะได้นอนก็หลังเที่ยงคืน

แต่ก็ยังมีเวลาเล็กๆ ที่ผมมองดูท้องฟ้าผ่านทางหน้าต่างห้องนอน

เคยมีบางครั้งที่ปีนขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่าง แล้วเฝ้ารอมองดาวที่อาจตกลงมาจากฟ้า


...อยู่ในเมืองวุ่นวาย เบื่อหน่ายชีวิต

หลับตาถอนใจ อยากจะหนีไกลให้พ้น

-- เหมือนคนหมดไฟ



เพลงของพี่เสือธนพลสะท้อนอยู่ในหัวของผม

ในหลายๆครั้งที่ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้าในเมือง


คืนนี้ฟ้าไร้ดาวมืดหม่น

เหมือนดังคนไม่มีที่ไป

ใจฉันคิดขึ้นมาเมื่อไร

น้ำตาเอ่อทุกที



เราต่างบางครั้งก็เหมือนนักเดินเรือในอดีต

หากไม่มีดาว ก็เหมือนขาดแสงนำทางให้เรือแล่นต่อ

เราบางครั้งก็แหงนมองดาว หวังว่ามันจะนำทางให้เราได้บ้าง

คืนไหนที่ฟ้าไร้ดาว เราจึงหวั่นไหวทุกครั้งไป


ปลอบใจ -- ตัวเองไว้อยู่เสมอ อย่าไปท้อใจ

สู้ไป -- มีคนข้างหลังยังคอย

ขวากหนาม คือแรงชีวิตผลักดัน สู่ความฝันอันยิ่งใหญ่

รู้ในใจอยู่เสมอ -- ดวงชะตาขีดไว้ให้ฝ่าฟัน



ผมปิดหน้าต่าง ปิดไฟ ปล่อยให้ความมืดและความเงียบกลบกลืนห้อง

ล้มตัวลงนอน แต่ตายังลืม พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ได้แต่คิดคนเดียว

แตฟ้าที่ไร้ดาวบอกผมไว้ ให้รู้ในใจอยู่เสมอ ดวงชะตาขีดไว้ให้ฝ่าฟัน

5 octobre

ทุ่งดอกไม้ที่ถูกเผา

ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นในหัวของผม ในใจของผม

แต่ผมมองทุกอย่างกลายเป็นสีเทาดำ

ไม่อยากสนใจคนรอบข้าง ไม่อยากคุยกับใคร

ไม่มีความรู้สึก ไม่อยากตื่นนอน

แค่อยากอยู่ตามลำพัง


จู่ๆสิ่งที่เคยสนใจ เคยชอบ เคยใส่ใจ ก็กลายเป็นสิ่งที่ผมเหนื่อยกับมัน

ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

เหมือนโทรศัพท์ที่แบตใกล้หมด

เหมือนหลอดไฟนีออนที่เหลือเพียงแสงกระพริบถี่ๆ

เหมือนมีใครเผาทุ่งดอกไม้ที่ผมเคยวิ่งเล่น เคยล้มตัวนอนกลิ้งไปมา

เหลือแต่เศษกลีบดอกไม้สีดำ เถ้ากระจายเต็มท้องฟ้า


อยากนอนเฉยๆ นิ่งๆ

เปิดเอ็มพีสามฟังทั้งวันทั้งคืน

อยู่ท่ามกลาง

ทุ่งดอกไม้ที่ถูกเผา


ป.ล. ผมไปหาจิตแพทย์มาเมื่อสัปดาห์ก่อน

หมอถามว่า จะให้เพิ่มยาที่เป็น antipsychotic ให้ผมอีกหนึ่งอัน จะเอามั้ย

ผมไม่เอา

แต่คราวหน้าก็ไม่แน่

อยากได้ antidepressant มากกว่า
30 septembre

โทรศัพท์ถือมือ

เพิ่งจะไปถอยมือถืออันใหม่มาครับ

ไม่ใช่ว่าเป็นพวก mobilista บ้าเห่อมือถือหรอกนะ เพราะที่ซื้อมาก็ตกรุ่นไปนานโขแล้ว

เพียงแต่ที่ใช้อยู่มันก็ใกล้ฝั่งเต็มที บางครั้งมีใครโทรเข้ามาก็ไม่ได้ยิน

เมื่อคืนเลยร่ำลามือถือเก่าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการเช็คว่ามีข้อมูลอะไรค้างในเครื่องเก่าบ้าง

เบอร์ที่ไม่ได้ลงซิมก็เอามาลงหมด เหลือแต่รูปถ่ายสองสามรูปที่ไม่รู้จะทำยังไงกับมัน

เพราะเครื่องผมมันเก่าเกินไป ไม่มีทั้งบลูทูธและจีพีอาร์เอสอะไรนั่น

ผมทอดถอนใจ แล้วกด delete มันทิ้งไป

เศร้าใจจัง นี่เราไม่สามารถจะเก็บความความทรงจำดีๆไว้ได้นานๆเลยหรือ


เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลก

หากกระเป๋ารถเมล์ครีมแดงจะหยิบมือถือขึ้นมาระหว่างฉีกตั๋ว

หรือเด็กนักเรียนม.ต้น จะควักเอาโนเกียเอ็นซีรีย์ขึ้นมาถ่ายรูปกับเพื่อน

(อันที่จริง จะแปลกกว่าถ้ามีคนประกาศก้องกลางเซนเตอร์พอยต์ว่า เขา/เธอ ไม่มีมือถือ)

จากที่มีระบบการทำงานง่ายๆ เพียงรับสายและโทรออก

วิศวกรผู้มีมันสมองอันปราดเปรื่อง ได้ทำให้มือถือกลายเป็นมากกว่าผู้ส่งสาร

มันกลายเป็นเกมกด เครื่องคิดเลข บันทึกนัดหมาย กล้องถ่ายรูปและวีดีโอ แผนที่ คอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว

ผมยังคิดเล่นๆว่า อีกหน่อยมันคงปอกกล้วยให้เรากินได้


มันจริงอยู่ที่เราไม่อาจตัดสินสถานภาพของคนจากมือถือที่เขาใช้

แต่เราตาวาวทุกครั้งที่มีใครใช้ของรุ่นใหม่ล่าสุด (ผมก็หนึ่งในนั้น)

มันกระตุ้นความอยากพื้นฐานของเรา -- ความอยากที่จะเป็นที่ยอมรับในสังคม

แท้จริงแล้วมันไม่ใช่โทรศัพท์ที่มือเราถือ

แต่เป็นตัวโทรศัพท์เองต่างห่าง ที่ถือ/จูง/ลากมือของเรา

ให้ไปหามัน ให้เราควักตังค์ให้มัน และอะไรหลายๆอย่างให้มัน

และเราส่วนใหญ่ก็ยินยอมให้มันถือมือของเรา -- แต่โดยดี


หลังจากใช้เวลาสักพักในการศึกษาปุ่มกดและฟังก์ชั่นต่างๆพอประมาณ (เอาให้รู้จักรับสายก่อน)

เสียบสายชาร์จครั้งแรก เขาบอกให้ทิ้งไว้สิบสองชั่วโมง

ผมนั่งมองมือถือใหม่ชั่วครู่ มือของมันปล่อยออกจากมือของผมแล้ว แล้ววางตัวเงียบๆ

ไม่มีเสียงใดๆ

เหมือนที่เครื่องเก่าของผมเคยเป็น
25 septembre

ยังงัวเงียอยู่ และ...

กลับมาแล้วครับ

หลังจากที่จ่อมจมอยู่กับโรคส่วนตัวอยู่หลายวัน

ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆน่ะนะ ก็ทำงานของตัวเองไปเรื่อยๆ

พยายามอย่างมากในการไม่เอาเรื่องส่วนตัวไปปะปนกับงาน

หางานมาทำเรื่อยๆ รับงานจากอาจารย์มาทำ เตรียมงานสอน สมัคร TA ของเทอมหน้า

บางครั้งผมก็คิดว่าการทำงานทำให้ชีวิตผมดูมีคุณค่าขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันเชือดเฉือนเอาเวลาในชีวิตไปเยอะพอสมควร

มันคงเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผมต้องจ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าที่สูงขึ้นอีกนิดของชีวิตแต่ละวัน


การใช้ชีวิตที่นี่บางครั้งก็เหมือนเป็นเครื่องจักรสำหรับการวิจัย

ไม่ต้องคิดอะไรมาก--แค่ทำๆไปก็พอ

แล้วก็ส่งรายงานความก้าวหน้า แล้วก็วางแผนว่าจะทำอะไรต่อ

ตลกดีนะผมว่า เราถูกสอนให้อยู่กับปัจจุบัน แต่เอาเข้าจริง เราถูกบีบให้มองไปในอนาคต


มันก็มีนะ ที่ผมรู้สึกว่า อยากจะลาออกๆไปทำอย่างอื่น

อยากจะเป็นช่างภาพ เป็นคนขายกาแฟ เป็นไอ้บ้าอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่ที่เราเป็น

คนเรามันก็เป็นเสียอย่างนี้ เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่จิตใจไม่เสถียรเท่านั้นเอง

หวังเพียงว่าเราคงจะมีจุดที่เรา"พอ"กับตัวเองเสียที เพียงแค่ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงเท่านั้น

และก็ไม่รู้จะถึงเมื่อไหร่ ในโลกที่เราต่างก็ยากที่จะหยุดความอยากของเรา


พรุ่งนี้ มะรืนนี้ และวันอื่นๆ ผมก็คงยังนั่งทำงานเดิมๆต่อไป

ให้สมองยังคงนั่งตรึกตรองตรรกะที่ไม่เคยนึกจะศรัทธา

และคอยบอกใจอยู่เสมอ -- ว่าอย่าคิดมากเกินไป


9 septembre

สิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วย

วันก่อนเปิดเพลงของวง green day ขึ้นมาฟัง

Wake me up when September ends

แล้วผมก็ร้องไห้


บิลลี่โจ อาร์มสตรอง นักร้องนำและคนแต่งเพลงนี้ แต่งขึ้นจากวัยเด็กของเขาเอง

เขาเสียพ่อของเขาไปเมื่ออายุสิบขวบ

เขาเขียนในเพลงนั้นว่า แม้มันจะผ่านมายี่สิบปีแล้ว

เขาก็ยังจดจำฝังใจ ถึงสิ่งที่เขาสูญเสียไป

"As my memory rests

But never forgets what I lost"

ฤดูผันเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างก็ยังคงเดิม


โทนหม่นของเพลงในตอนต้น ค่อยๆแรงขึ้นเป็นแนวพังค์ร็อคตามสไตล์ของวง

ตลอดทั้งเพลงยังคงย้ำ

สิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วย

สิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วย

เพราะเขาอยากให้ช่วงเวลาที่โศกเศร้านี้ผ่านไป


มีบางคืน ที่ผมรู้สึกว่าถ้าหลับ ก็ไม่อยากให้ตื่นมาอีกเลย

บอกตรงๆว่ากลัวความคิดนั้นเอาเสียมากๆ

กลัวจนไม่กล้านอน กลัวจนร้องไห้


เหมือนเดือนนี้มันมีอะไรบางอย่างหนักหน่วงพุ่งชนผมตรงๆ

บางอย่างที่อยู่ภายใน ที่ควบคุมมันไม่ได้

เดือนนี้ขอหลับไปสักเดือนได้มั้ย

ขอให้อะไรๆในใจมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ให้มันสงบลงไปก่อน

พอสิ้นเดือนกันยาแล้วปลุกกูด้วย


ป.ล.

รู้สึกได้นะ ว่าพวกมึงหวังดีต่อกุ กุก้อขอบใจ

แต่ตอนนี้
อย่าพูดอะไรกับกุเลยตอนนี้

กุขออยู่เงียบๆก่อนนะ กุขอร้อง


7 septembre

เอื้อมไม่ถึง

มองทะเลมีแสงจันทร์นวลยวนใจ

แล้วทำไมคืนนี้ไม่มีเธอ

จันทร์เป็นใจ ทอแสงรำไรลงมา

ล้ำคุณค่า กับผิวน้ำทะเล


ที่ใครๆว่าจันทร์อยู่สูง สูงขึ้นไป ไกลจนลับตา

ยังส่องแสงลงมาได้

เธอเป็นคนอยู่บนที่สูง สูงซะจนมีคนท้อใจ จนต้องร้องไห้

ไกลเหลือเกิน...เอื้อมไป ก็ไม่ถึง

ภายในความคิดคำนึง...คงเป็นที่ซึ่งได้มีเธอ


จันทร์ทะเลคงสร้างความงามเกินไป

ฉันจึงได้หลงใหลจนลืมตัว

มัวละเมอก็เพ้อกันไปคนเดียว

เธอไม่เกี่ยว ไม่เห็นไม่เข้าใจ


ที่ใครๆว่าจันทร์อยู่สูง สูงขึ้นไป ไกลจนลับตา

ยังส่องแสงลงมาได้

เธอเป็นคนอยู่บนที่สูง สูงซะจนมีคนท้อใจ จนต้องร้องไห้

ไกลเหลือเกิน...เอื้อมไป ก็ไม่ถึง


ภายในความคิดคำนึง...คงเป็นที่ซึ่งได้มีเธอ


...

เอื้อมไม่ถึง - นครินทร์ กิ่งศักดิ์




4 septembre

มันเป็นความจริง

ถ้าใครติดตามข่าวเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนๆ จะมีข่าวพาดหัวอันนึง

เกี่ยวกับดาราสาวที่อุตสาห์หยิบยื่นน้ำใจให้กับคนขายตั๊กแตน ที่พิการและต้องหาเงินรักษาแม่

จุดประกายส่วนลึกๆในใจของคนไทยเรา ที่ยังมีน้ำใจให้กัน แม้ในเมืองใหญ่ที่ทุกคนเป็นคนแปลกหน้าของอีกคน

น่าเสียดายที่น้ำใจที่ว่านั่นระเหิดหายไปด้วยไอร้อนของความจริงที่ถูกขุดคุ้ย

ไอร้อนจากแฟลชถ่ายรูป จากสปอตไลท์ ที่ประกาศก้องว่าน้ำใจนั่นเป็นเพียงภาพลวง ภาพมายา

เท่านั้นเอง


สื่อในปัจจุบันปลุกปั่น--ยัดเยียด--กรอกหูให้เราเป็นพวกโหยหาความจริง และเผชิญหน้ารับความจริง

ทุกเช้าเราต้องเปิดทีวีขึ้นมาดู หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน หรือเข้าเวปไซต์

เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง หรืออย่างน้อยก็อะไรที่เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องจริง

โดยมิใยใคร่ครวญว่าความจริงที่ว่านั่น ไปทำลายชีวิตของใคร ไปพังความฝันของใครหรือไม่

เหมือนๆที่เรากำลังชื่นชมงานศิลปะชั้นเลิศ หรือฟังดนตรีอย่างรื่นหู แล้วจู่ๆก็มีใครหน้าไหนไม่รู้

มาบอกว่า ภาพนั้นมันเป็นของปลอม รูปปั้นนั้นหน้ามันเบี้ยวไปเซนต์นึง หรือบทเพลงนั้นผิดคีย์ไปหนึ่งตัว

ความจริงดังกล่าวนั้น ก็ไม่ต่างไปจากเครื่องบินที่พุ่งชนตึกเวิรดเทรดให้ถล่มมาได้ทั้งตึก


ผมอ่านข่าวนี้จนถึงบทสุดท้าย แล้วนั่งคิดเงียบๆว่า ในโลกนี้ มีสักกี่อย่างล่ะ ที่มันเป็นความจริง

ถ้ามันเป็นความจริง มันจะยั่งยืนได้สักแค่ไหน

ถ้ามันเป็นความจริง มันจะมีประโยชน์กับชีวิตใครบ้างมั้ย

...

ความจริงบางอย่าง ก็ปล่อยให้มันอยู่ในที่ๆของมันเถอะ


26 août

แผลบาด

ผมจัดว่าเป็นคนโชคดีอย่างหนึ่ง ตรงที่ไม่ค่อยมีเคราะห์ถึงกับเลือดตกยางออกเท่าไหร่

แต่ก็ไม่ได้โชคดีถึงขนาดที่ไม่เคยเห็นเลือดตัวเองแทรกตัวอย่างแช่มช้าผ่านผิวหนัง

บนมือซ้ายของผม ถ้าดูให้ดี จะมีแผลเป็นอยู่สองแห่ง

แห่งหนึ่งอยู่ที่นิ้วโป้ง เป็นรอยตัดยา่วที่ไม่มีรอยการเย็บใดๆ

อันนี้ได้มาจากความพยายามที่จะปอกมะม่วงในวัยเด็ก จบลงด้วยแผลค่อนข้างใหญ่

เป็นครั้งแรกที่เห็นอะไรที่อยู่ใต้ผิวหนังลงไปด้วย แต่เลือดมันก็กลบไปหมด

ครั้งที่สองเป็นแผลที่อยู่ตรงโคนนิ้วชี้ เพราะโดนคัตเตอร์บาด ตัดเป็นแนวพาราโบลาเลย

โดนเย็บไปสามเข็ม รอยแผลนั่นยังค้างคาอยู่ ไม่รู้เพราะแผลมันแย่ หรือหมอที่ทำมันห่วย อาจจะทั้งสองอย่าง

นอกจากนี้ก็เคยโดนมีดผ่าตัดบาดเอาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับร้ายแรงอะไร

หรือเพราะผิวหนังผมมันด้านไปแล้วนะ


บาดแผลบางครั้งก็บาดมากกว่าที่เป็นแผล ผมคิดเช่นนั้น

และบางครั้งแผลที่ว่าอาจจะไม่มีรอย ไม่มีเลือด แต่มันก็เป็นแผล อยู่ที่ไหนสักแห่งในร่างกาย

ที่เราไม่รู้ แต่มันก็ติดตัวเราไปเรื่อยๆ

สิ่งที่เข้ามาในชีวิตเราบางครั้งก็ทำให้เรามีแผล แผลที่บาดลงไปข้างใน

มากๆเข้า มันก็ใหญ่ขึ้น--ใหญ่ขึ้น--จะทำยังไงก็ไม่หาย

ได้แต่ปล่อยมันไป อย่างที่เขาว่า--ให้เวลารักษา

เวลาไม่ได้รักษาหรอก มันแค่โปะยาสลบให้เรา พอเราฟื้นมา เห็นแผลปิด เราก็จะได้รู้สึกดีขึ้น


เราต่างก็มีชีวิตโดยมีบาดแผลติดตัวกันทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย

บางคนมีชีวิตโดยการลืมแผลเก่าๆที่เคยมีอยู่ ให้มันหายไปเองจากความทรงจำ

แต่ผมเลือกที่จะมองดูรอยแผลบาดที่เหลือทิ้งไว้...เป็นบางรอย

ให้ชีวิตได้เรียนรู้เอาไว้...ว่าเคยผ่านพบอะไรมาบ้าง
15 août

เธอจะสอนอะไร

ตอนงานวันไหว้ครูของภาควิชา อาจารย์คนนึงได้บอกผมไว้ว่า

"ตอนนี้เธอเป็นนักศึกษาครึ่งหนึ่ง และอาจารย์ครึ่งหนึ่งแล้วนะ รักษาความเป็นตัวเธอไว้..."

มาถึงตอนนี้ ที่ผมได้ลองเป็นอาจารย์ฝึกหัดให้กับนักศึกษา เพียงแตะๆความเป็นอาจารย์

แต่ผมได้รู้ว่าการเป็นอาจารย์นั้น ไม่ได้สนุกรื่นเริงเหมือนเล่นขายของเสียแล้ว


ถ้าใครถามผมว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร (ตอนนี้คงไม่มีใครถามแล้วล่ะ)

อาชีพ"เรือจ้าง"นี้ คงไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายที่หลุดจากใจ

มันเหมือนทางที่ถูกขีดไว้มากกว่า และผมมันก็เหมือนลูกแกะโง่ๆตัวนึง ที่เดินหลงจากทางไม่เป็น

แม้ว่ามันจะดูไม่เลวนักในความคิดที่ผิวเผินของผม

แต่บางทีมันอาจเป็นเพราะว่าผมขลาดกลัวเกินไปที่จะเลี้ยวไปทางอื่น ซึ่งผมก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน


มีประโยคนึงในการ์ตูนเรื่อง great teacher onizuka (GTO) ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะเป็นเล่ม 21

"เธอจะเป็นอาจารย์ เพื่ออยากจะสอนอะไรให้กับนักเรียนกันแน่"

ประโยคนั้นชะงักสายตาผมให้หยุดที่หน้านั้นนานหลายวินาที เหมือนมันถามผมกลับมา

ถ้าผมเป็นอาจารย์ ผมจะสอนอะไรนักเรียนงั้นหรือ

เพียงกายหยาบของอาจารย์ใหญ่ สไลด์เนื้อเยื่อ และสมองหนึ่งก้อน แค่นั้นหรือ?


เมื่อคืนวาน ผมได้ดูรายการคนค้นฅน เรื่องของครูคนหนึ่งกับ "ห้องเรียนนอกคอก" ของเขา

สิ่งที่เขาสอนให้กับนักเรียนในชั้น
มิใช่ของในตำรา มิใช่สารสนเทศไฮเทค หากแต่เป็นสิ่งใกล้ตัวที่สุด

คือธรรมชาติรอบตัวและประสบการณ์ชีวิต

เขาได้ปลูกฝังจิตวิญญานของความเป็นคนให้กับนักเรียนของเขา ทีละน้อย ทีละอย่าง

ผมนั่งดู แต่ใจของผมอาจตื้นเขินเกินกว่าจะรับรู้ถึงข้อความจากชายคนนี้ที่อยู่ลึกลงไป

อีกอย่าง ผมดูไม่จบรายการ


คำถามที่ว่า เธอจะสอนอะไร แล้วถ้าเธอรู้ เธอจะสอนได้ไหม

ผมค่อนข้างแน่ใจว่าตอนนี้ ครูคนนี้รู้คำตอบเป็นอย่างดี

แต่ผมยังคงต้องค้นหาต่อไป

13 août

หลบในความหลับ

ช่วงนี้มีปัญหาด้านการนอน ปัญหาที่เป็นกันทั่วทั้งโลก

ใช่แล้ว ผมนอนไม่หลับ

แต่ละคืนผมใช้เวลาในการกลิ้งตัวไปมาบนเตียงนอนประมาณเกือบชั่วโมงโดยเฉลี่ย

บางครั้งก็นอนมองเพดานในความมืด

มองดูแสงไฟรถที่สาดผ่านหน้าต่างห้อง ไล่จากด้านหนึ่งไปด้านหนึ่ง

เหมือนวิญญานเดินผ่านห้องผมไปอย่างเงียบๆ


จะทำอย่างไรดี

ในเมื่อโลกในความหลับของผม เป็นที่หลบจากความเป็นจริงเพียงแห่งเดียว

ที่ปลอดภัย

เพื่อนคนนึงเคยเล่าให้ฟังว่า แม่ของเขานอนไม่หลับเสียจนต้องพึ่งพายานอนหลับ

ผมไม่กล้าใช้ เพราะกลัวติด

แค่ยาที่กินทุกวันก็เพียงพอจะทำให้ตายเพราะความเบื่อแล้ว


เขาว่าถ้านอนไม่หลับ ควรจะทำใจให้สงบ

น้องผมคนนึงบอกว่าให้ผมสวดมนต์ไหว้พระ มันช่วยได้

อืม...


ผมขอแค่ให้คืนนี้ฝันดีเท่านั้นแหละ

พรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมาอีกหรือเปล่า... มันเป็นอีกเรื่อง
7 août

2B or not 2B? (2)

วันจันทร์ที่ผ่านมาก็ไปคุมสอบอีกแล้วครับ แต่คราวนี้เป็นวิชาที่ไม่เกี่ยวกับดินสอสองบี

คือวิชา Calculus ซึ่งตอบแบบอัตนัยล้วนๆ

บอกตรงๆว่าไม่อยากจะไปรำลึกความหลังอะไรกันมากกับวิชานี้

แต่ก็สนุกดีที่ได้เห็นเด็กปวดประสาทกับเอ็กซ์ วาย ซาย คอส แทน ฯลฯ

สิ่งสมมติที่คนเราอุปโลกข์มันขึ้นมาเพื่ออธิบายตรรกะของโลก

หรือไม่ก็แค่อัตตาแรงกล้าของเจ้าของนิยามและทฤษฎี


นักศึกษาที่ผมคุมสอบจะมาจากคณะทางสายแพทย์เป็นส่วนใหญ่

วิชาแคลในรหัสนี้จึงโน้มเอียงมาทางการประยุกต์มากกว่า เท่าที่ผมดูจากโจทย์

แต่ก็มองไม่ค่อยออกว่าจะเอาไปใช้จริงยังไง

น.ศ.บางคนเดินออกจากห้องตั้งแต่ชั่วโมงแรกของเวลาสอบ

แน่นอน...ทำไม่ได้ จะอยู่ทนแอร์หนาวๆทำไมกัน

ด้วยความที่เป็นวันสุดท้ายของการสอบด้วย เส้นบางๆของความอดทนของบางคน

จึงขาดสะบั้นลง อย่างเห็นได้ชัด

เห็นได้จากคำตอบที่ควรเป็นกราฟ แต่กลายเป็นรูปหัวใจตัวเบ้อเร่อ

ไอ นีด ซัมบอดี้ เลิฟ จริงๆ


ช่วงนี้งานเยอะครับ เป็นเดือนสิงหาที่ทรหดมาตั้งแต่ต้นเดือน

มีทั้งเตรียมงานสอน แล้วก็งานแลป

ใครนัดอะไรไว้ นัดใครเอาไว้ ก็หลงลืมกันเสียง่ายๆ ด้วยความยุ่งของชีวิต

แต่ก็คงดีนะ

อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าหายใจทิ้งไปวันๆ