| Neuropanda's profileThe Melancholy of Neurop...BlogListsNetwork | Help |
The Melancholy of NeuropandaWriting is a symptom of mental illness. |
||||
|
December 06 ย้ายบ้านแล้ว ที่จริงก็ย้ายไปนานแล้วล่ะ ไปที่ neuropanda.exteen.com นะ ถ้ายังอยากอ่านต่อ แต่ที่ตรงนี้ก็ไม่ยุบนะ ยังอยู่ต่อ เผื่อใครอยากอ่านเรื่องเก่าๆ November 16 ชั่วโมงเร่งด่วนกับเด็กช่างกล พักนี้ก็ไม่รู้ว่าดวงผมมันไม่สมพงษ์กับระบบขนส่งมวลชนหรือยังไงไม่รู้ วันก่อนก็ไปแหงกบนสถานีอ่อนนุช เนื่องจากระบบไฟฟ้าไม่ทำงานซะงั้นน่ะ แต่เมื่อวานเป็นอะไรที่สาหัสกว่ามาก เอาเป็นว่าผมจะไม่ขึ้นรถสายนี้อีกเลย เรื่องมันเริ่มที่ว่าผมตื่นสายกว่าปกตินิดหน่อย มาขึ้นป้ายรถเมล์แถวบ้านเสียแปดโมงกว่า แล้วไอ้สายที่ผมขึ้นประจำ คือ 544 ก็สงสัยจะ็เกิดเป็นอหิวาต์กันหมดทั้งสาย รอไปครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มา สุดท้ายด้วยความสุดทน เห็นรถร่วม 116 ผ่านมา ผมก็จำใจต้องขึ้น เอาว่าไปลงอ่อนนุชก็พอ พอก้าวผ่านบันไดเหล็กขึ้นมาในห้องโดยสารเท่านั้นแหละครับ ผมรู้สึกเหมือนตับอ่อนมันขึ้นมาจุกอยู่ที่คอยังไงยังงั้น เด็กช่างกลครับท่าน...เด็กช่างกล และไม่ใช่คนสองคนครับชาวประชา แต่มันมากันเป็นโหล!! โคตะระน่ากลัวเลย ไอ้เราจะลงตอนนั้นก็ไม่กล้า้ กลัวหารถไปทำงานมหาลัยไม่ได้อีก (เกิดห่วงงานมากกว่าห่วงสวัสดิภาพตัวเองซะงั้น) พวกนั้นกองกันอยู่ส่วนหลังของรถกันหมดเลย ผมยืนหันหลังให้แบบไม่กล้าจะชำเลืองด้วยซ้ำ (มีหนึ่งในพวกมันเดินมาขอเบอร์เด็กพาณิชย์คนนึงด้วย หน้ามันทำด้วยยางรถยนต์หรือไงวะ) แล้วท่าทางพอมันเมากันได้ที่ มันก็เริ่มร้องรำทำเพลงเถื่อนๆตามสไตล์สถาบันของพวกมัน พร้อมกับเคาะทุบตีผนังรถไปด้วย บอกตรงๆว่าสภาพในรถตอนนั้นมันวิปโยคมากครับ เกินจะบรรยาย ร้ายแรงยิ่งกว่าความมาคุหลายเท่า ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้ามันมีสถาบันคู่อริขึ้นมาบนรถด้วย จะเกิดอะไรขึ้น เวลานาทีแห่งความวิบัติผ่านไป และรถก็แล่นผ่านแยกศรีเทพา (เป็นแยกแถวบ้านผม และเป็นตัวอย่างแห่งความล้มเหลวทางวิศวกรรมจราจร เพราะสร้างขึ้นมาให้แยกนี้ติดยิ่งกว่าเดิม) ก็ปรากฏว่ามีชายร่างใหญ่ขี่มอไซค์มาหน้ารถ และบอกคนขับให้จอดซ้าย โอว์...ขอบคุณพระพุทธเจ้าและเหล่าเอกอัครสาวกครับท่าน...เขาคือสารวัตรนักเรียน!! ไอ้พวกนั้นเงียบสิครับ หน้าซีดกันเป็นแถว โดยเฉพาะเมื่อสารวัตรไปเจอขวดเหล้าเซี่ยงชุนพร้อมน้ำแข็งอีกถุง (โห...นี่มันมาก๊งกันหลังรถนี่เอง โธ่เอ๊ย แน่จริงก็แดก 100 pipers ดิวะ -- ปากดีจริงกรู) สุดท้ายก็คือสารวัตรนักเรียนเรียกตัวพวกช่างกลทั้งหมดลงจากรถ พร้อมเรียกกำลังเสริม อา...ผมรู้สึกโล่งอกเหมือนถูกช่วยชีวิตจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน บรรยากาศมาคุในรถหายไปในทันที ผมไปถึงสถานีอ่อนนุชได้โดยปลอดภัย แต่ไม่ไหวแล้วล่ะครับ ผมกะว่าจะไม่ขึ้นสายนี้อีกแล้ว ให้ขึ้นฟรีก็ไม่เอา เฮ้อ...สงสัยเรียนจบคงต้องหาที่อยู่ใกล้ๆที่ทำงานดีกว่า รถก็ไม่อยากขับ รถเมล์แถวบ้านก็น้อย วิบากกรรมจริงๆเล้ย November 13 อาณาจักรแห่งดาดฟ้า ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านทางเข้าออกแลปของผม จะผ่านบันไดที่จะพาขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าของตึกที่ผมทำงานอยู่เป็นประจำ จนสงสัยว่าบนชั้นดาดฟ้านั่นมีอะไรอยู่บ้าง จริงๆผมคิดว่าทำไมเขาไม่เปิดดาดฟ้าให้คนขึ้นไปเดินเล่น ชมวิวอันแข็งทื่อของกรุงเทพฯ อย่างน้อยๆก็ให้สายลมสูงๆปะทะหน้าบ้าง มันคงจะดีไม่ใช่น้อย แต่ดาดฟ้าส่วนใหญ่ มักจะเป็นเพียงแค่ทางออกของปล่องควันและอากาศเสียของตึก และมีกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ในการขึ้นไปบนนั้น ไม่แฟร์เลยเนอะ ทั้งๆที่มันอยู่บนจุดสูงสุดของสถาปัตยกรรม แต่ก็เป็นได้แค่นั้น ตอนผมอยู่ปี 1 ที่จุฬาฯ ซึ่งที่คณะเพิ่งจะสร้างตึกสูงยี่สิบชั้นเสร็จได้ใหม่ๆ ผมกับเพื่อนที่ทำแลปฟิสิกส์ด้วยกันอีกสองคนแอบใช้เวลาหลังเสร็จแลป กดลิฟท์ขึ้นไปชั้นยี่สิบ แล้วปีนหน้าต่างออกไปชมดาดฟ้าข้างนอก เป็นความรู้สึกที่...เหนือมากๆ ลมแรงๆของเดือนกุมภาแล่นมาปะทะใบหน้า ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ความกดอากาศที่เหมือนจะลดลง ทำให้หัวโล่งๆ และเหมือนเราได้เข้าไปใกล้ท้องฟ้าอีกนิดนึง อีกนิดนึง ท้องฟ้าที่แหงนดูได้อย่างไม่น่าเบื่อหน่าย หลังจากวันนั้น ผมยังได้ขึ้นไปทักทายดาดฟ้าอีกครั้ง เพื่อถ่ายรูปจุฬาฯจากมุมสูง เพื่อลงหนังสือคณะ แต่ไม่นาน อาณาจักรดาดฟ้าก็ดูเหมือนจะปิดตัวลงเงียบๆ และหาโอกาสไปได้ยากขึ้น บางวันที่ผมรู้สึกเบื่อ รู้สึกเซ็งจากงานทั้งวันทั้งคืน ผมยังนึกถึงวันเก่าๆที่ได้ขึ้นไปบนดินแดนดาดฟ้า และสัมผัสของอากาศบนนั้น อยากจะเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วนอนมองฟ้าไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไร สักแปปนึง ในอาณาจักรแห่งดาดฟ้า November 05 ลมหนาว ฟองเบียร์ และฟลอร์เต้นรำราวกับต้นไม้อะไรสักอย่างที่เติบโตอย่างรวดเร็วในหน้าหนาว ผมเห็นลานเบียร์ถูกสถาปนาขึ้นในหลายระแหงของเมืองกรุง สนองตอบความต้องการแอลกอฮอล์เพื่อการสร้างความอบอุ่นภายใน อย่าทำเป็นเล่นไปนะ เขาว่าคนรัสเซียดื่มวอดก้าเป็นอึกๆ เพื่อให้หายหนาว แต่นั่นเป็นความหนาวภายนอก -- ขณะที่ความหนาวข้างใน สุราเมรัยเท่าไหร่ก็คงไม่พอเพียง วันก่อนขณะที่ผมกำลังจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน ผมไปเห็นลานเบียร์ขนาดไม่ใหญ่มากนัก หน้าโรงหนังเซ็นจูรี่ที่ผมชอบไปเดินเล่นประจำก่อนกลับ มันเป็นเหมือนลานเบียร์ทั่วๆไป -- มีเบียร์ มีอาหารแกล้ม และมีวงดนตรี สามสิ่งที่ผสมเข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วลอยฟุ้งเป็นละอองความสำราญยามหัวค่ำ นักร้องบนเวทีร้องเพลงเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ ผมยืนฟังอยู่สองเพลง 1973 ของ James Blunt และ Everything ของ Michael Buble เพลงจังหวะแจ๊สเจือดิสโก้เล็กๆ ทำให้กล้ามเนื้อขาและเท้าผมกระตุกตามจังหวะ ผมเต้นรำคนเดียวในพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่ตารางเมตร ความสุขไม่เคยเรียกร้องพื้นที่มากไปกว่าใจของเรา อีกไม่ถึงสองเดือนก็จะสิ้นปีแล้ว เวลาของการให้รางวัลกับตัวเองที่ทำงานมาทั้งปีก็กำลังจะมาถึง ในลมหนาว ในฟองเบียร์ และในฟลอร์เต้นรำที่ไร้พยานรู้เห็น ยังมีความอบอุ่นเล็กๆ ที่รู้สึกได้เสมอ October 29 กัมมันตภาพรังสีนับวันผมยิ่งรู้สึกแปลกแยกจากสังคมคนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร คล้ายๆกับว่าหากเราเข้าไปพัวพันกับคนอื่นมากเกินไป เชือกที่คล้องอยู่ระหว่างผมกับคนอื่น จะพันคอผมจนหายใจไม่ออก ในทางกลับกัน ดูเหมือนคนรอบข้างก็ดูมีปฏิสัมพันธ์กับผมลดน้อยลง มันคงเป็นผลลัพธ์อันน่าสมเพชจากการบังอาจฝ่าฝืนความเป็นสัตว์สังคม บางครั้งก็อยากจะไปที่ไกลๆเลย ที่ๆไม่มีใครรู้จัก หลบหนีคล้ายผู้ต้องหาของจิตใจตัวเอง เหมือนผมกลายเป็นสารกัมมันตภาพรังสี ที่แม้จะปลดปล่อยพลังงานมากมาย หากแต่ถูกจองจำอยู่แต่ในส่วนลึกสุดของเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ล้อมรอบด้วยกรงตะกั่วหนาหนัก และไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะกลัวว่าจะปนเปื้อนด้วยไอรังสี ที่ผมทำและพอจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ คือการปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ ออกมาให้เป็นประโยชน์ ควบคุมมันเอาไว้ ไม่ให้มันระเบิดออกมา และยอมรับความเป็นจริง ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ตัวเราหรอก |
|||
|
|